โค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่มักเฝ้ารอสัญญาณ “น้ำเดิน” (ถุงน้ำคร่ำแตก) เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าถึงเวลาคลอดแล้ว แต่ในความเป็นจริง การเจ็บครรภ์คลอด (True Labor) สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่น้ำยังไม่เดิน และบ่อยครั้งที่อาการ “ท้องแข็ง” ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ กลับเป็นเพียง การเจ็บครรภ์เตือน (False Labor) เท่านั้น
การแยกแยะระหว่างสองภาวะนี้ให้ขาด เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดความตระหนกและช่วยให้คุณแม่เตรียมตัวเดินทางมาโรงพยาบาลศรีสุโขได้อย่างทันท่วงที
“เจ็บครรภ์เตือน” (False Labor / Braxton Hicks)
อาการนี้เปรียบเสมือนการ “ซ้อมใหญ่” ของมดลูก เพื่อเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อก่อนวันจริง มักเริ่มพบได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 หรือ 3

- ลักษณะอาการ รู้สึกท้องแข็งเกร็งเป็นก้อนขึ้นมาบริเวณหน้าท้อง อาการปวดมักจะหน่วงๆ คล้ายปวดประจำเดือนแต่ไม่รุนแรงมาก หรืออาจรู้สึกแค่รำคาญ
- ความถี่ ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวถี่ เดี๋ยวห่าง คาดเดาเวลาไม่ได้
- ความรุนแรง อาการเจ็บ ไม่เพิ่มขึ้น แม้เวลาจะผ่านไป
- ตำแหน่งที่ปวด มักปวดบริเวณหน้าท้องด้านหน้า หรือขาหนีบ ไม่ร้าวไปที่หลัง
- วิธีบรรเทา อาการมักจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่อ เปลี่ยนท่าทาง นั่งพัก นอนพัก หรือดื่มน้ำ
“เจ็บครรภ์จริง” (True Labor)
นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าปากมดลูกกำลังเริ่มเปิดขยายเพื่อเตรียมคลอดทารก

- ลักษณะอาการ ท้องจะแข็งตึงอย่างชัดเจนร่วมกับอาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกบีบรัดตัวมดลูกอย่างหนัก
- ความถี่ สม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากทุก 10 นาที เป็นทุก 5 นาที และทุก 3 นาที
- ระยะเวลา แต่ละครั้งที่เจ็บจะนานขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ปวดนาน 30-60 วินาที)
- ความรุนแรง เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถพูดคุยได้ตามปกติขณะที่มีอาการปวด
- ตำแหน่งที่ปวด มักเริ่มปวดจาก ส่วนหลัง (บั้นเอว) แล้วร้าวมาที่หน้าท้อง
- วิธีบรรเทา นอนพักหรือเปลี่ยนท่าทาง อาการก็ไม่หายไป
เปรียบเทียบอาการเจ็บท้องเตือน vs เจ็บท้องใกล้คลอด
| ลักษณะอาการ | เจ็บครรภ์เตือน (เจ็บหลอก) | เจ็บครรภ์จริง (ใกล้คลอด) |
| ความสม่ำเสมอ | ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวถี่ เดี๋ยวห่าง คาดเดาไม่ได้ | สม่ำเสมอ มาเป็นจังหวะ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ทุก 10 นาที เป็น 5 นาที) |
| ความรุนแรง | คงที่ หรือลดลง เจ็บเท่าเดิม หรือค่อยๆ หายไปเอง | รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ็บมากขึ้นจนทนไม่ไหว หรือพูดคุยขณะเจ็บไม่ได้ |
| ตำแหน่งที่ปวด | มักปวดบริเวณ หน้าท้องส่วนล่าง หรือขาหนีบ | มักเริ่มปวดจาก บั้นเอวหรือหลัง แล้วร้าวมาที่หน้าท้อง |
| เมื่อเปลี่ยนท่าทาง | อาการมัก ดีขึ้นหรือหายไป เมื่อนอนพัก หรือลุกเดินเบาๆ | อาการ ไม่ดีขึ้น แม้จะนอนพักหรือเปลี่ยนท่าทางก็ยังเจ็บอยู่ |
| ระยะเวลาที่เจ็บ | สั้นๆ ไม่แน่นอน | ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ (ประมาณ 30-70 วินาที ต่อครั้ง) |
| สัญญาณร่วมอื่นๆ | มักไม่มีมูกเลือด หรือน้ำเดิน | อาจมี มูกเลือด หรือ น้ำเดิน (น้ำคร่ำแตก) ร่วมด้วย |
| สิ่งที่ควรทำ | พักผ่อน ดื่มน้ำ สังเกตอาการที่บ้านได้ | เตรียมของใช้ และรีบเดินทางมาโรงพยาบาลทันที |
ไม่มีน้ำเดิน… ต้องไปโรงพยาบาลไหม?
คำตอบคือ ต้องดูที่ “ความถี่และความรุนแรง” ของการเจ็บครรภ์เป็นหลัก
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “ต้องรอน้ำเดินก่อนค่อยไปโรงพยาบาล” ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนมากมีอาการเจ็บท้องคลอดนำมาก่อนโดยที่ถุงน้ำคร่ำยังไม่แตก (แพทย์อาจต้องเจาะถุงน้ำคร่ำให้ในห้องคลอด)
ดังนั้น หากคุณแม่มีอาการเจ็บท้องที่เข้าข่าย “เจ็บครรภ์จริง” แม้ไม่มีน้ำเดิน ก็ควรรีบมาโรงพยาบาล
Checklist สรุปวิธีจับสังเกต (กฎ 5-1-1)
เพื่อความง่ายในการตัดสินใจ ให้คุณแม่หรือคุณพ่อช่วยจับเวลาตามกฎ 5-1-1 ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้พิจารณาว่าควรมาพบแพทย์ (สำหรับครรภ์แรก อาจใช้เกณฑ์ที่ห่างกว่านี้เล็กน้อย แต่เพื่อความไม่ประมาทแนะนำเกณฑ์นี้)
- 5 คือ เจ็บท้องสม่ำเสมอ ทุกๆ 5 นาที
- 1 คือ อาการเจ็บแต่ละครั้งยาวนานประมาณ 1 นาที
- 1 คือ อาการเหล่านี้เป็นต่อเนื่องติดต่อกัน 1 ชั่วโมง
หากเข้าข่ายกฎนี้ ให้เตรียมกระเป๋าและเดินทางมาโรงพยาบาลศรีสุโขได้ทันที

อาการอื่นๆ ที่ “ไม่ต้องรอเจ็บถี่” ก็ต้องรีบมาทันที
นอกจากการจับเวลาอาการเจ็บครรภ์แล้ว หากมีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน
- ลูกดิ้นน้อยลง หากลูกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน หรือรู้สึกว่าลูกเงียบผิดปกติ
- มีเลือดออกทางช่องคลอด เลือดสด หรือมูกเลือดปริมาณมาก (ไม่ใช่แค่มูกเลือดจางๆ หลังการตรวจภายใน)
- น้ำเดิน (น้ำคร่ำแตก) มีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากช่องคลอด กลั้นไม่ได้ คล้ายปัสสาวะราด (แม้จะไม่เจ็บท้อง ก็ต้องรีบมาทันที เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและสายสะดือย้อย)
- มีอาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ อาจเป็นสัญญาณของครรภ์เป็นพิษ
การเจ็บท้องแข็งเป็นสัญญาณสื่อสารจากร่างกายที่คุณแม่ต้องรับฟังอย่างตั้งใจ หากเป็นเพียงการเจ็บเตือน การนอนพักผ่อนจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้ แต่หากเป็นการเจ็บจริงที่มาพร้อมความสม่ำเสมอและรุนแรงขึ้น หรือท่านไม่แน่ใจในอาการที่เป็นอยู่ “อย่าลังเลที่จะมาพบแพทย์”
ที่โรงพยาบาลศรีสุโข เรามีแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ พร้อมดูแลและตรวจประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อให้มั่นใจว่าวินาทีแรกที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก จะเป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความอุ่นใจของคุณแม่และครอบครัว
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: https//srisukho.co.th/



