การเลือกวิธีคุมกำเนิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและไม่มีวิธีใดที่ “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” เพราะร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน การทำความเข้าใจหลักการทำงาน ข้อดี ข้อเสีย และระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของแต่ละวิธี จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกวิธีที่ตอบโจทย์ตัวเอง
หลักการทำงานของการคุมกำเนิด
ก่อนจะไปดูแต่ละวิธี เรามาทำความเข้าใจกลไกหลักๆ ของการคุมกำเนิดกันก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
1. กลไกฮอร์โมน (ยับยั้งตั้งแต่ต้นทาง)
ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ (เอสโตรเจนและโปรเจสติน หรือโปรเจสตินเดี่ยว) เข้าไปหลอกร่างกายเพื่อ
- ระงับการตกไข่: ทำให้รังไข่ไม่ปล่อยไข่ออกมา (เมื่อไม่มีไข่ อสุจิก็ไม่มีอะไรให้ปฏิสนธิ)
- สร้างด่านหิน: ทำให้เมือกที่ปากมดลูกเหนียวข้น ขัดขวางไม่ให้อสุจิว่ายผ่านเข้าไปได้ง่าย
- ปรับสภาพบ้าน: ทำให้ผนังมดลูกบางลง หากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ตัวอ่อนก็จะไม่สามารถฝังตัวได้

2. กลไกเปลี่ยนสภาพแวดล้อม (ไม่พึ่งฮอร์โมน)
ปล่อยสารบางอย่าง (เช่น ทองแดง) เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมในโพรงมดลูกเป็นพิษต่ออสุจิ ทำให้อสุจิหมดฤทธิ์หรือตายก่อนที่จะไปเจอกับไข่
3. กลไกสร้างสิ่งกีดขวาง (บล็อกการพบกัน)
เป็นการสกัดกั้นทางกายภาพ ไม่ให้อสุจิผ่านเข้าไปในช่องคลอดและมดลูกได้ตั้งแต่แรก
วิธีคุมกำเนิด ระยะสั้น (ต้องมีวินัยในการใช้สูง)
1. ยาเม็ดคุมกำเนิด
วิธีนี้เป็นวิธีที่หลายคนคุ้นเคย มีทั้งแบบฮอร์โมนรวมและฮอร์โมนเดี่ยว เหมาะสำหรับผู้ที่มีวินัยกินยาตรงเวลาเป็นประจำ แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก

1.1 ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน มีทั้งแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด กลไกหลักคือยับยั้งรังไข่ไม่ให้ปล่อยไข่ออกมา
ความถี่: ต้องกิน “ทุกวัน” (และควรเป็นเวลาเดียวกันเสมอ)
ข้อดี: ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ลดอาการปวดประจำเดือน
ข้อควรระวัง:
- ต้องกินยาทุกวันในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
- อาจพบอาการข้างเคียงช่วงแรก เช่น คลื่นไส้ คัดตึงเต้านม
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือดอุดตัน หรือผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปีและสูบบุหรี่
1.2 ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว
มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสติน เหมาะสำหรับสตรีให้นมบุตร หรือผู้ที่ไม่สามารถรับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
ความถี่: ต้องกิน “ทุกวัน” (และควรเป็นเวลาเดียวกันเสมอ)
ข้อดี: ใช้ได้ในช่วงให้นมบุตรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำนม เหมาะกับผู้มีข้อจำกัดในการใช้เอสโตรเจน
ข้อควรระวัง:
- ต้องกินยาตรงเวลาอย่างเคร่งครัด หากล่าช้าเกิน 3 ชั่วโมง ประสิทธิภาพจะลดลง
- อาจพบภาวะเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอด
2. แผ่นแปะคุมกำเนิดและวงแหวนช่องคลอด
เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากกินยาทุกวัน มีตัวเลือกอื่นที่ทำงานด้วยระบบฮอร์โมนรวมเช่นเดียวกัน แต่เปลี่ยนช่องทางนำส่งเข้าสู่ร่างกาย

2.1 แผ่นแปะผิวหนัง
ใช้แปะบนผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน แผ่นหลัง หรือสะโพก ฮอร์โมนจะซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกสัปดาห์ ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ และเว้น 1 สัปดาห์เพื่อให้ประจำเดือนมา
ความถี่: แผ่นแปะ (เปลี่ยนทุก 1 สัปดาห์)
ข้อดี: ลดภาระเรื่องลืมรับประทานยาทุกวัน
ข้อควรระวัง:
- อาจเกิดรอยแดงหรือระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่แปะ หรืออาจหลุดลอกได้
- แผ่นแปะอาจสังเกตเห็นได้ง่ายหากสวมเสื้อผ้าที่เปิดเผยผิว

2.2 วงแหวนช่องคลอด
อุปกรณ์พลาสติกยืดหยุ่น นำไปสอดไว้ในช่องคลอด ตัววงแหวนจะค่อยปล่อยฮอร์โมนออกมาอย่างต่อเนื่อง
ความถี่: วงแหวน (ใส่ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ ถอดพัก 1 สัปดาห์)
ข้อดี: ดูแลเปลี่ยนวงแหวนเพียงเดือนละหนึ่งครั้ง
ข้อควรระวัง:
- ผู้ใช้อาจรู้สึกไม่คุ้นชินขณะใส่หรือถอดวงแหวนด้วยตนเองในช่วงแรก
วิธีคุมกำเนิด ระยะกลาง (สะดวกขึ้น ลดปัญหาการลืม)
1. ยาฉีดคุมกำเนิด
เป็นการฉีดฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อเพื่อยับยั้งการตกไข่ ส่วนใหญ่เป็นชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว ออกฤทธิ์นาน 1 ถึง 3 เดือนต่อฉีดหนึ่งครั้ง
ความถี่: มีทั้งแบบฉีดทุก 1 เดือน และทุก 3 เดือน
ข้อดี: ฉีดเพียง 4 ถึง 12 ครั้งต่อปีขึ้นอยู่กับชนิดยา
ข้อควรระวัง:
- ประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหายไปหากฉีดต่อเนื่องระยะยาว
- หากต้องการกลับมาตั้งครรภ์ ต้องรอเวลาหลายเดือนกว่ารังไข่จะกลับมาทำงานปกติ
- น้ำหนักตัวอาจเปลี่ยนแปลงในผู้ใช้งานบางราย
วิธีคุมกำเนิด ระยะยาว (LARC: ทำครั้งเดียว คุมได้นาน)
หากวางแผนยังไม่มีบุตรในระยะเวลา 3 ถึง 10 ปี วิธีคุมกำเนิดกลุ่ม Long-Acting Reversible Contraception นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะช่วยคุมกำเนิดระยะยาว (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์)

1. การฝังยาคุม (แท่งยาฝังใต้ผิวหนัง)
หลอดพลาสติกขนาดเล็กเทียบเท่าก้านไม้ขีด นำไปฝังใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขนด้านใน ภายในบรรจุฮอร์โมนโปรเจสติน ค่อยปล่อยฮอร์โมนออกมาทีละน้อย มีทั้งชนิดครอบคลุม 3 ปีและ 5 ปี
ความถี่: มีอายุการใช้งานประมาณ 3 ถึง 5 ปี (ขึ้นอยู่กับชนิด)
ข้อดี: ครอบคลุมระยะยาว สะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ข้อควรระวัง:
- ขั้นตอนฝังและถอดต้องดำเนินการโดยแพทย์
- ช่วงแรกอาจพบประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือเลือดออกกะปริบกะปรอย

2. ห่วงอนามัยคุมกำเนิด
อุปกรณ์ขนาดเล็กรูปร่างคล้ายตัวที นำไปใส่ไว้ในโพรงมดลูกเพื่อขัดขวางตัวอ่อนฝังตัว แบ่งเป็นชนิดหุ้มทองแดงที่ไม่ใช้ฮอร์โมน และชนิดเคลือบฮอร์โมนโปรเจสติน
ความถี่: ทำครั้งเดียว คุมได้นาน 3, 5 หรือ 10 ปี (ขึ้นอยู่กับชนิด)
ข้อดี: ชนิดทองแดงเหมาะกับผู้ที่หลีกเลี่ยงฮอร์โมน ครอบคลุมนาน 3 ถึง 10 ปี, ชนิดฮอร์โมนช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือนและบรรเทาอาการปวดท้อง ครอบคลุมนาน 3 ถึง 5 ปี
ข้อควรระวัง:
- ต้องดำเนินการใส่และถอดโดยสูตินรีแพทย์
- ชนิดทองแดงอาจทำให้ประจำเดือนมามากหรือปวดท้องประจำเดือนเพิ่มขึ้น
- มีโอกาสเล็กน้อยที่ห่วงอาจเคลื่อนตำแหน่ง
วิธีคุมกำเนิด พื้นฐาน
แม้วิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนหรือห่วงอนามัยจะช่วยป้องกันตั้งครรภ์ได้ดี แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถุงยางอนามัยจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ควรใช้ควบคู่กัน

1. ถุงยางอนามัย
ความถี่: ใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
ข้อดี: เป็นที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ และไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมน
ข้อควรระวัง:
- ต้องสวมใส่อย่างถูกวิธีก่อนสอดใส่ทุกครั้ง
- ระวังฉีกขาดหรือรั่วซึมระหว่างใช้งาน
วิธีคุมกำเนิด ฉุกเฉิน
ยาคุมประเภทนี้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ตัวยามีปริมาณฮอร์โมนสูงเพื่อยับยั้งหรือชะลอไข่ตก ควรกินให้เร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์ตามระยะเวลาที่กำหนดบนฉลากยา

ข้อสำคัญ: ไม่ควรใช้แทนวิธีคุมกำเนิดปกติ เพราะประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีอื่นและก่อให้เกิดผลข้างเคียงสูง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และทำให้ประจำเดือนรอบถัดไปคลาดเคลื่อน
สรุปแนวทางเลือกวิธีคุมกำเนิดให้เหมาะกับสุขภาพ
ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่ ระยะเวลาที่ต้องการเว้นช่วงมีบุตร โรคประจำตัว ประวัติสุขภาพครอบครัว วินัยในชีวิตประจำวัน และผลข้างเคียงที่ยอมรับได้ ไม่มีวิธีใดเหมาะสมสำหรับทุกคนแบบตายตัว ปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ เพื่อช่วยประเมินสุขภาพโดยรวมและให้ข้อแนะนำที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกก้าวของการใช้ชีวิตเป็นไปตามแผนที่วางไว้
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: https//srisukho.co.th/



