หลายคนที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปี อาจเคยเจอสถานการณ์ที่จู่ๆ ก็มีเลือดออกทางช่องคลอดอีกครั้งทั้งที่คิดว่าประจำเดือนหมดไปแล้ว คำถามที่ตามมาคือเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่ หรือเป็นสัญญาณของความผิดปกติบางอย่างที่ควรรีบตรวจสอบ บทความนี้ชวนทำความเข้าใจเรื่องเลือดออกหลังหมดประจำเดือนอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุที่พบได้บ่อย ไปจนถึงลักษณะที่ควรรีบพบแพทย์โดยไม่รอช้า
ภาวะเลือดออกหลังหมดประจำเดือน คืออะไร?
ภาวะหมดประจำเดือน (Menopause) หมายถึงช่วงที่รังไข่หยุดทำงานและไม่มีประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือนขึ้นไป เมื่อผ่านจุดนี้ไปแล้ว หากมีเลือดออกทางช่องคลอดอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพียงหยดเลือดจางๆ เลือดออกกะปริบกะปรอย หรือเลือดออกปริมาณมาก ทางการแพทย์จะเรียกภาวะนี้ว่า เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน (Postmenopausal Bleeding)
แม้จะออกเพียงเล็กน้อยหรือเป็นเพียงจุดสีน้ำตาล ก็ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากในช่วงวัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจนเยื่อบุโพรงมดลูกไม่มีการหนาตัวและหลุดลอกตามรอบเดือนอีกต่อไป หากหลังหมดประจำเดือนแล้วยังมีเลือดออก อาจบ่งบอกถึงปัญหาภายในระบบสืบพันธุ์

ภาวะเลือดออกในวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสาเหตุอะไร?
สำหรับสตรีที่อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง ซึ่งเป็นช่วงอายุตั้งแต่ 45-55 ปีขึ้นไป หากอยู่ในช่วงภาวะก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) การมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออาจเป็นเรื่องที่พบได้ แต่หากเข้าสู่ช่วงที่ไม่มีประจำเดือนครบ 1 ปีเต็มแล้ว การที่ยังมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนถือเรื่องผิดปกติ สาเหตุอาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์
สาเหตุของภาวะหมดประจำเดือน
- ภาวะช่องคลอดหรือเยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อบาง เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้เนื้อเยื่อมีความบางและแห้ง จนอาจเกิดการฉีกขาดหรือระคายเคืองง่าย อาจเลือดออกง่ายขึ้นเมื่อมีการเสียดสีจากการมีเพศสัมพันธ์
- มีติ่งเนื้อในโพรงมดลูกหรือปากมดลูก มักเป็นติ่งเนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเนื้อเยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่อาจทำให้มีเลือดออกผิดปกติ
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น การได้รับฮอร์โมนทดแทน หรือการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- ภาวะผิดปกติอื่นที่อาจพบได้และควรได้รับการตรวจจากแพทย์ เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ เนื้องอกมดลูกหรือรังไข่บางชนิด มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งรังไข่
ภาวะเลือดออกในวัยหมดประจำเดือน อันตรายไหม
ภาวะเลือดออกในวัยหมดประจำเดือน หรือ เลือดออกหลังวัยทอง ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะผิดปกติที่ไม่มีความรุนแรง แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่อันตราย เช่น อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งปากมดลูก แนะนำให้ผู้ที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนทุกรายเข้ารับการตรวจโดยไม่ต้องรอดูอาการ เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจวินิจฉัยด้วยอัลตราซาวนด์ภายใน โรงพยาบาลศรีสุโข
เมื่อพบภาวะเลือดออกผิดปกติหลังหมดประจำเดือน การเข้ารับการตรวจในแผนกสูติ-นรีเวชและอัลตราซาวนด์ภายในจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความผิดปกติได้อย่างละเอียด โรงพยาบาลศรีสุโข จังหวัดพิจิตร มีบริการอัลตราซาวนด์ภายใน ซึ่งเป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางช่องคลอด เทคนิคนี้ใช้สำหรับการประเมินอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิง เช่น มดลูก รังไข่ ปีกมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูก นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังมีบริการอัลตราซาวนด์สำหรับตรวจความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ เช่น อัลตราซาวนด์เต้านม และอัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมากสำหรับผู้ชายอีกด้วย
อัตราค่าบริการสูติ-นรีเวชและอัลตราซาวนด์ภายใน
| รายละเอียด | ค่าบริการ |
| อัลตราซาวนด์ภายใน (สำหรับผู้หญิง) | 750 – 1,000 บาท |
| อัลตราซาวนด์รังไข่ | 750 – 1,000 บาท |
| อัลตราซาวนด์เต้านม | 750 – 1,000 บาท |
| อัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมาก | 750 – 1,000 บาท |
*อัตราค่าบริการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาจยังไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์อื่นๆ กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนรับบริการ
อาการแบบไหนควรรีบมาพบแพทย์
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์โดยไม่รอช้า
- เลือดออกร่วมกับอาการปวดท้องน้อย
- เลือดออกร่วมกับตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรือมีสีเปลี่ยนไป
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมกับเลือดออก
- เลือดออกซ้ำหลายครั้งแม้เคยตรวจแล้วครั้งหนึ่ง
- หลังหมดประจำเดือนติดต่อกันครบ 12 เดือนแล้ว มีเลือดออกทางช่องคลอด (ทุกกรณี) ไม่ว่าจะออกมากหรือน้อย
ทั้งนี้แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับประวัติสุขภาพ อายุ และผลการตรวจของแต่ละราย จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยตรงเพื่อวางแนวทางที่เหมาะสม
เลือดออกหลังหมดประจำเดือนเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะออกเพียงเล็กน้อยก็ตาม การเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงช่วยให้ทราบสาเหตุ แต่ยังช่วยให้วางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว หากมีข้อสงสัยหรือพบอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลด้านสูติ-นรีเวชโดยตรงเพื่อรับคำแนะนำที่ตรงกับสภาพร่างกายของแต่ละคน
**การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
*บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง



