หลายคนอาจเคยมีอาการชาที่ปลายมือปลายเท้า เวลาที่นั่งทับแขนหรือขาตัวเอง หรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ พอขยับตัวก็จะรู้สึกเหมือนร่างกายบริเวณนั้นจะมีอาการยุบยิบไม่สบายตัว หลังผ่านไปสักระยะก็จะเริ่มดีขึ้น ผู้ที่มีอาการชาปลายมือปลายเท้าเป็นประจำ อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย เช่น เบาหวาน ความผิดปกติของระบบประสาท
ชาปลายมือปลายเท้าเกิดจากอะไร
สาเหตุของอาการชาปลายมือปลายเท้าที่พบได้บ่อย คือ การกดทับเส้นประสาทหรือหลอดเลือด เช่น การนั่งไขว่ห้างนาน การนอนทับแขนขา หรือการอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป ซึ่งอาการชาในกรณีนี้มักดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้ เช่น การขาดสารอาหารหรือวิตามินบางชนิดที่จำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาท ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำเกินไปทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าได้น้อยลง โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดตีบหรือแข็งตัว รวมถึงโรคที่ส่งผลต่อระบบประสาทโดยตรง เช่น เบาหวาน โรคไทรอยด์ หรือภาวะเส้นประสาทถูกกดทับเรื้อรังอย่างภาวะพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ

อาการชาปลายมือปลายเท้าจากการขาดวิตามิน
วิตามินบางชนิดมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานและการซ่อมแซมของเส้นประสาท หากร่างกายขาดวิตามินเหล่านี้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า โดยมีวิตามินตัวสำคัญดังนี้
วิตามินบี 1 (Thiamine)
วิตามินบี 1 มีหน้าที่สำคัญในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงานแก่ระบบประสาทและสมอง วิตามินชนิดนี้ร่างกายไม่สามารถกักเก็บไว้ได้นาน จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารอย่างสม่ำเสมอ หากร่างกายขาดวิตามินบี 1 จะส่งผลให้เกิดโรคเหน็บชา (Beri-Beri) ทำให้มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกเหนื่อยล้า และในกรณีที่ขาดอย่างรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
วิตามินบี 6 (Pyridoxine)
วิตามินบี 6 มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ช่วยให้การส่งสัญญาณของระบบประสาทเป็นไปอย่างสมดุล การขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เกิดภาวะเส้นประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy) ส่งผลให้เกิดความรู้สึกชา ปวดแสบปวดร้อนหรือมีความรู้สึกไวต่อความเจ็บปวดบริเวณปลายมือปลายเท้า
วิตามินบี 12 (Cobalamin)
วิตามินบี 12 เกี่ยวข้องกับการสร้างปลอกหุ้มเส้นประสาท (Myelin Sheath) หากขาดวิตามินอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เส้นประสาทส่วนปลายทำงานผิดปกติ เกิดอาการชา ยุบยิบ อ่อนแรง หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มตามปลายมือปลายเท้า หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง พบได้บ่อยในผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด ผู้สูงอายุที่ดูดซึมวิตามินบี 12 ได้น้อยลงตามวัย หรือผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหารในระบบทางเดินอาหาร

อาการชาปลายมือปลายเท้าจากเบาหวาน
อีกหนึ่งสาเหตุของอาการชาปลายมือปลายเท้าที่พบบ่อยและสำคัญมาก คือ ภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทได้รับความเสียหาย อาการเริ่มต้นจะเริ่มรู้สึกชาบริเวณปลายมือและปลายเท้า บางรายอาจมีอาการปวดแสบปวดร้อน หรือสูญเสียความรู้สึกจนไม่รับรู้ถึงบาดแผล
ลักษณะเด่นของอาการชาจากเบาหวาน
- อาการชาเหมือนใส่ถุงมือถุงเท้า เริ่มต้นชาที่ปลายเท้าทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นมาที่ข้อเท้าและหน้าแข้ง ในลักษณะคล้ายสวมถุงเท้าหรือถุงมือ เมื่อเส้นประสาทเสื่อมมากขึ้นจะเริ่มมีอาการชาที่ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างในลักษณะเดียวกัน
- รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณปลายเท้า ยุบยิบเหมือนมีมดเดิน หรือคล้ายเข็มทิ่ม รู้สึกร้อนวูบวาบที่เท้าทั้งสองข้าง และรู้สึกไวต่อการสัมผัส แม้จะถูกสัมผัสเบาๆ ก็อาจกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือแสบร้อน อาการมักจะแย่ลงในเวลากลางคืนจนรบกวนการนอนหลับ
- สูญเสียการรับรู้ความรู้สึก หากเส้นประสาทเสียหายอย่างหนักอาจทำให้ความรู้สึกรับสัมผัสที่เท้าลดลง ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดหรือความร้อนความเย็น ทำให้เมื่อเดินเตะสิ่งของ เหยียบของมีคม มักจะไม่รู้สึกเจ็บปวด บางครั้งอาจไม่รู้ตัวว่ามีบาดแผลเกิดขึ้นบริเวณเท้า จึงเสี่ยงแผลลุกลามและเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
ตารางเปรียบเทียบลักษณะอาการชาจากสาเหตุต่างๆ
| สาเหตุ | ลักษณะอาการชา | ความต่อเนื่องของอาการ |
| กดทับเส้นประสาทชั่วคราว | ชาเฉพาะจุด อาการดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง | ครั้งละประมาณ 5-10 นาที |
| ขาดวิตามินบี 12 | ชา เสียวซ่า คล้ายเข็มทิ่มปลายมือปลายเท้า | ค่อยๆ มีอาการอย่างต่อเนื่อง |
| เบาหวาน | ชาแบบถุงเท้าถุงมือ สมมาตรสองข้าง แย่ลงตอนกลางคืน | อาการเรื้อรัง ค่อยๆ ลุกลาม |
| หลอดเลือดตีบ | ชาร่วมกับปลายมือปลายเท้าเย็นผิดปกติ | มีอาการต่อเนื่อง หรือ เป็นๆ หายๆ |
อาการชาแบบไหนอันตราย
แม้อาการชาส่วนใหญ่อาจค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่มีบางอาการที่ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเร่งด่วน เช่น อาการชาที่เกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับอาการอ่อนแรงของแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะหากมีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือมองเห็นภาพซ้อนร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาล เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง
นอกจากนี้ยังมีลักษณะอื่นที่ควรเฝ้าระวัง เช่น
- อาการชาบริเวณใบหน้าครึ่งซีก ร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบเฉียบพลัน
- อาการชาอย่างต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ หรือชาปลายเท้าที่ลามขยายบริเวณกว้างขึ้นเรื่อยๆ
- อาการชาปลายมือปลายเท้าร่วมกับอาการเจ็บปวดหรือปวดแสบร้อนรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเบาหวาน
- อาการชาที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเซ ทรงตัวลำบาก หรือกล้ามเนื้อลีบลงจนรูปเท้ามีลักษณะบิดเบี้ยวไปจากเดิม
อาการชาอาจเป็นสัญญาณเตือนระยะเริ่มต้นของโรคเรื้อรังที่ยังไม่แสดงอาการรุนแรง เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว จึงแนะนำว่าควรรับบริการอายุรกรรมและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัว

แนวทางการตรวจวินิจฉัยอาการชาปลายมือปลายเท้า
เมื่อเข้ารับการตรวจ แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอาการอย่างละเอียด เช่น ตำแหน่งที่ชา ระยะเวลา ความถี่ ปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง รวมถึงประวัติโรคประจำตัวและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรู้สึกรับสัมผัส กำลังกล้ามเนื้อ และปฏิกิริยาตอบสนองของเส้นประสาท
กรณีที่จำเป็น แพทย์อาจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อประเมินภาวะเบาหวาน การตรวจระดับวิตามินบี 12 การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ หรือในบางรายอาจต้องตรวจการนำกระแสประสาทเพื่อประเมินความผิดปกติของเส้นประสาท
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการชาปลายมือปลายเท้า
ผู้ที่มีอาการชาเป็นครั้งคราวและไม่มีสัญญาณที่น่ากังวล อาจดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ และรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และธัญพืชไม่ขัดสี
สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ ตรวจเท้าเป็นประจำทุกวันเพื่อดูว่ามีบาดแผลหรือความผิดปกติหรือไม่ สวมรองเท้าที่พอดีเพื่อลดการเสียดสี และเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อติดตามภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะแรก
อาการชาปลายมือปลายเท้าอาจเป็นเพียงอาการทั่วไปจากการนั่งหรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย แนะนำให้สังเกตลักษณะของอาการอย่างใกล้ชิด หากอาการชาเป็นบ่อยขึ้น หรือมีลักษณะอาการอื่นร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เนื่องจากอาการและแนวทางการดูแลรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตามสภาพร่างกายและปัจจัยเสี่ยงเฉพาะราย
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร ให้บริการด้านอายุรกรรมและตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจรักษาโรคทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาความผิดปกติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
*ผลลัพธ์และอาการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
*บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง



