ถุงน้ำรังไข่เป็นหนึ่งในภาวะที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการใด ๆ และหายไปเองโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แต่บางกรณีถุงน้ำรังไข่อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องได้รับการดูแล เช่น โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือในบางรายอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
การตรวจอัลตราซาวนด์รังไข่เป็นวิธีหลักที่แพทย์ใช้ตรวจพบและประเมินถุงน้ำรังไข่ เนื่องจากให้ข้อมูลที่ละเอียดและปลอดภัยโดยไม่ใช้รังสี

ถุงน้ำรังไข่คืออะไร
ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst) คือถุงที่มีของเหลวอยู่ภายในซึ่งเกิดขึ้นบนหรือภายในรังไข่ ถุงน้ำส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เกิดขึ้นตามกระบวนการทำงานปกติของรังไข่ เรียกว่าถุงน้ำเชิงหน้าที่ (Functional Cyst) ซึ่งมักหายไปเองภายใน 1–3 รอบเดือน
อย่างไรก็ตาม ถุงน้ำรังไข่ยังมีอีกหลายชนิดที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของรังไข่โดยตรง และบางชนิดต้องได้รับการติดตามหรือรักษา
ถุงน้ำรังไข่มีกี่ชนิด
1. ถุงน้ำเชิงหน้าที่ (Functional Cyst)
เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด แบ่งเป็น 2 แบบหลัก
- ถุงน้ำฟอลลิเคิล (Follicular Cyst) เกิดจากถุงไข่ที่เจริญขึ้นมาแต่ไม่แตกตกไข่ตามปกติ ทำให้ของเหลวสะสมและกลายเป็นถุงน้ำ มักยุบตัวลงได้เองภายใน 1–2 รอบเดือน
- ถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum Cyst) เกิดจากถุงไข่ที่แตกแล้วแต่ปิดตัวและมีของเหลวสะสมอยู่ภายใน มักฝ่อตัวและยุบลงได้เองตามธรรมชาติได้เช่นกัน แต่บางครั้งอาจมีเลือดออกภายในทำให้ปวดท้องได้
2. เดอร์มอยด์ซีสต์ (Dermoid Cyst)
เป็นถุงน้ำที่มีส่วนประกอบของเนื้อเยื่อหลายชนิดภายใน เช่น เส้นผม ไขมัน หรือฟัน เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดของตัวอ่อน มักพบในผู้หญิงอายุน้อย ไม่ค่อยกลายเป็นมะเร็ง แต่อาจโตขึ้นและบิดตัวได้
3. เอนโดมีทริโอมา (Endometrioma)
เรียกกันทั่วไปว่าถุงช็อกโกแลต เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่บนรังไข่ ภายในมีของเหลวสีน้ำตาลเข้มคล้ายช็อกโกแลต สัมพันธ์กับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์
4. ซีสตาดีโนมา (Cystadenoma)
เป็นถุงน้ำที่เกิดจากเนื้อเยื่อผิวของรังไข่ มักมีขนาดใหญ่ได้มาก แบ่งเป็นชนิดที่มีของเหลวใส (Serous) และชนิดที่มีของเหลวข้น (Mucinous) บางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งได้ในระยะยาว จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
5. ถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovaries)
ลักษณะนี้พบในโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งเป็นภาวะที่รังไข่มีถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมากเรียงตัวอยู่รอบขอบรังไข่ ไม่ใช่ถุงน้ำขนาดใหญ่ก้อนเดียว และสัมพันธ์กับความผิดปกติของฮอร์โมนและรอบเดือน
อาการที่อาจบ่งชี้ว่ามีถุงน้ำรังไข่
ถุงน้ำรังไข่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่หากมีขนาดใหญ่หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจมีอาการต่อไปนี้
- ปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง อาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือปวดตลอดเวลา
- รู้สึกแน่นหรืออึดอัดในช่องท้องส่วนล่าง
- ปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
- รอบเดือนผิดปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรือปวดประจำเดือนมากผิดปกติ
- ปัสสาวะบ่อยหรือถ่ายลำบากเมื่อถุงน้ำขนาดใหญ่กดทับอวัยวะข้างเคียง
- ท้องโตผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะหากมาพร้อมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นสัญญาณของถุงน้ำแตกหรือรังไข่บิดขั้ว ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
- มีไข้ร่วมกับปวดท้องน้อย
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมพร้อมกับปวดท้อง
อัลตราซาวนด์รังไข่คืออะไร และทำอย่างไร
อัลตราซาวนด์รังไข่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพโครงสร้างภายในอุ้งเชิงกรานแบบเรียลไทม์ ไม่มีปริมาณรังสีสะสม เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกช่วงอายุรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ การตรวจมี 2 แบบหลัก
1. อัลตราซาวนด์ทางหน้าท้อง (Transabdominal Ultrasound)
วางหัวตรวจบนหน้าท้องส่วนล่าง ต้องกลั้นปัสสาวะให้กระเพาะปัสสาวะเต็มก่อนตรวจเพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้น เป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำและเหมาะสำหรับการตรวจเบื้องต้น แต่ภาพอาจไม่ละเอียดเท่าแบบภายใน
2. อัลตราซาวนด์ภายใน (Transvaginal Ultrasound)
สอดหัวตรวจขนาดเล็กเข้าทางช่องคลอด ให้ภาพที่ละเอียดและชัดเจนกว่ามาก เนื่องจากหัวตรวจอยู่ใกล้รังไข่มากกว่า เหมาะสำหรับการประเมินถุงน้ำรังไข่โดยเฉพาะ ไม่เจ็บปวดแต่อาจรู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องกลั้นปัสสาวะ

อัลตราซาวนด์รังไข่บอกอะไรได้บ้าง
ขนาดและตำแหน่งของถุงน้ำ
อัลตราซาวนด์บอกขนาดของถุงน้ำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งสำคัญมากในการตัดสินใจว่าจำเป็นต้องติดตามหรือรักษาหรือไม่ โดยทั่วไปถุงน้ำขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตรมักสังเกตดูก่อน ส่วนถุงน้ำที่ใหญ่กว่า 5–7 เซนติเมตรอาจต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิดหรือพิจารณาการรักษา
ลักษณะภายในของถุงน้ำ
อัลตราซาวนด์ช่วยแยกแยะลักษณะของถุงน้ำได้ว่า
- มีของเหลวใสอย่างเดียว (Simple Cyst) ซึ่งมักเป็นถุงน้ำเชิงหน้าที่และไม่น่าเป็นห่วง
- มีผนังหนาหรือมีผนังกั้นภายใน (Septation)
- มีส่วนที่เป็นเนื้อแข็งปะปนอยู่ภายใน (Complex Cyst) ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดมากกว่า
- มีของเหลวลักษณะพิเศษ เช่น สีขุ่น มีตะกอน หรือมีเลือดปน
ลักษณะที่บ่งชี้ต่อ PCOS
ในกรณีที่สงสัย PCOS อัลตราซาวนด์ช่วยนับจำนวนถุงน้ำเล็ก ๆ รอบขอบรังไข่ และวัดปริมาตรรังไข่โดยรวม ซึ่งเป็นเกณฑ์หนึ่งในการวินิจฉัย PCOS ร่วมกับอาการและผลเลือด
ประเมินการไหลเวียนเลือด
อัลตราซาวนด์แบบ Doppler ช่วยดูการไหลเวียนเลือดรอบถุงน้ำและรังไข่ได้ ซึ่งมีประโยชน์ในการประเมินว่ารังไข่บิดขั้วหรือไม่ และช่วยในการแยกแยะลักษณะที่อาจน่าเป็นห่วงออกจากถุงน้ำธรรมดา
ประเมินสุขภาพของมดลูกร่วมด้วย
ระหว่างการตรวจอัลตราซาวนด์รังไข่ แพทย์มักประเมินมดลูกร่วมด้วย เช่น ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ลักษณะของกล้ามเนื้อมดลูก และตรวจหาเนื้องอกมดลูกที่อาจมีอยู่ร่วมกัน
ใครที่ควรตรวจอัลตราซาวนด์รังไข่
- ผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ที่มีรอบเดือนผิดปกติหรือปวดประจำเดือนรุนแรงผิดปกติ
- ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยหรือสงสัยว่ามี PCOS
- ผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยากและอยู่ระหว่างการตรวจหาสาเหตุ
- ผู้ที่ตรวจพบถุงน้ำแล้วและต้องการติดตามผล
- ผู้ที่ตรวจสุขภาพประจำปีและต้องการประเมินสุขภาพอุ้งเชิงกรานอย่างครบถ้วน
คำถามที่พบบ่อย
ถุงน้ำรังไข่ทุกชนิดต้องผ่าตัดไหม
ไม่ ถุงน้ำส่วนใหญ่ฝ่อตัวและยุบลงได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องรักษา การผ่าตัดพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น ขนาดใหญ่ มีอาการรุนแรง หรือมีลักษณะที่น่าเป็นห่วงจากการตรวจ
ถุงน้ำรังไข่ทำให้ตั้งครรภ์ยากไหม
ขึ้นอยู่กับชนิดของถุงน้ำ ถุงน้ำเชิงหน้าที่มักไม่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ แต่เอนโดมีทริโอมาและถุงน้ำที่สัมพันธ์กับ PCOS อาจส่งผลต่อการตกไข่และโอกาสตั้งครรภ์ได้
ตรวจพบถุงน้ำรังไข่แล้ว ต้องกังวลมากไหม
ไม่จำเป็นต้องกังวลมากในทุกกรณี ถุงน้ำรังไข่ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายร้ายแรง สิ่งสำคัญคือการติดตามตามที่แพทย์แนะนำ และสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
ตรวจอัลตราซาวนด์ช่วงไหนของรอบเดือน
โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้ตรวจในช่วงวันที่ 5–10 ของรอบเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่ฟอลลิเคิลกำลังเจริญเติบโต ซึ่งอาจทำให้แปลผลสับสนกับถุงน้ำได้ แต่หากมีอาการเร่งด่วน สามารถตรวจได้ทุกช่วงเวลา
ถุงน้ำรังไข่พบได้บ่อยในผู้หญิงทุกช่วงอายุ และส่วนใหญ่มักไม่มีอันตรายร้ายแรงและสามารถยุบตัวลงได้เองตามธรรมชาติ อัลตราซาวนด์รังไข่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจพบ ประเมินลักษณะ และติดตามถุงน้ำรังไข่ โดยไม่ต้องใช้รังสีและเจ็บน้อยเมื่อเทียบกับการตรวจรูปแบบอื่น
ข้อมูลที่ได้จากอัลตราซาวนด์ช่วยให้แพทย์แยกแยะชนิดของถุงน้ำ ประเมินความเสี่ยง และวางแผนการดูแลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล ทั้งการสังเกตอาการ การติดตาม หรือการรักษา การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและติดตามอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้การดูแลรักษามีความปลอดภัยและเหมาะสมเฉพาะบุคคล
*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและเกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
- ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
- เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
- สายด่วน: 063 339 3654
- LINE Official: @Srisukho
- เว็บไซต์: srisukho.co.th



