เที่ยวป่าหน้าหนาว ระวัง “โรคไข้รากสาดใหญ่” (Scrub Typhus) ภัยจิ๋วจากตัวไรอ่อนที่อันตรายถึงชีวิต

เข้าสู่เดือนธันวาคม ลมหนาวพัดมาเยือนจังหวัดพิจิตรและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นช่วงเวลาที่หลายคนวางแผนจัดทริป เที่ยวป่าหน้าหนาว กางเต็นท์สัมผัสหมอกบนยอดดอย ไม่ว่าจะเป็นเขาค้อ ภูทับเบิก หรืออุทยานแห่งชาติต่างๆ แต่ภายใต้ความสวยงามของธรรมชาติ กลับมีภัยร้ายขนาดจิ๋วที่ซ่อนตัวอยู่ตามยอดหญ้า รอจังหวะทำร้ายนักท่องเที่ยวโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “ตัวไรอ่อน” พาหะนำโรคสำคัญที่ชื่อว่า “โรคไข้รากสาดใหญ่” หรือ Scrub Typhus

โรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดใหญ่ทั่วไป หากวินิจฉัยล่าช้าอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้โรงพยาบาลศรีสุโขจึงขอนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์เพื่อให้คุณรู้ทันและป้องกันตัวได้อย่างถูกวิธีครับ

รู้จัก “ตัวไรอ่อน” มัจจุราชที่มองไม่เห็น

โรคไข้รากสาดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในตัว “ไรอ่อน (Chiggers)” ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแมงมุม มีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มักอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้า หรือพื้นที่เกษตรกรรมที่รกร้าง

ในช่วงหน้าหนาวที่อากาศเย็นและมีความชื้น เป็นสภาพแวดล้อมที่ไรอ่อนชอบอาศัยอยู่ เมื่อเราเดินป่า หรือไปนั่งเล่นนอนเล่นบนพื้นหญ้าโดยไม่ระวัง ไรอ่อนระยะตัวอ่อนจะกระโดดเกาะเสื้อผ้าและไต่เข้าไปกัดบริเวณร่มผ้า เช่น ขาหนีบ เอว ใต้รักแร้ หรือข้อพับ

สัญญาณเตือนสำคัญ แผลแมลงกัดสีดำ (Eschar)

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ “ตอนโดนกัดมักไม่รู้สึกเจ็บ” ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าถูกกัด แต่หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 6-21 วัน ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการ และร่องรอยสำคัญที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ

  • แผลเนื้อตายสีดำ (Eschar) พบได้ในผู้ป่วยประมาณ 50-80% ลักษณะเป็นแผลบุ๋ม ตรงกลางมีสะเก็ดสีดำ ขอบแดง คล้ายรอยบุหรี่จี้ ไม่คัน ไม่เจ็บ มักพบในจุดที่ซ่อนเร้นของร่างกาย หากท่านกลับจากป่าแล้วพบ แผลแมลงกัดสีดำ ลักษณะนี้ ต้องรีบแจ้งแพทย์ทันที

อาการไข้รากสาดใหญ่ แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่อย่างไร?

ในช่วงแรก อาการไข้รากสาดใหญ่ จะคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก ทำให้ผู้ป่วยมักซื้อยาทานเองจนอาการทรุดลง จุดสังเกตความแตกต่างมีดังนี้

  1. ไข้สูงเฉียบพลัน มีไข้สูงตลอดเวลา หนาวสั่น
  2. ปวดศีรษะรุนแรง ปวดขมับหรือหน้าผากอย่างหนัก
  3. ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่อง
  4. ตาแดง ตาขาวจะมีลักษณะแดงก่ำ
  5. ต่อมน้ำเหลืองโต อาจคลำพบก้อนกดเจ็บบริเวณใกล้รอยแผลที่ถูกกัด

อันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการรักษา

หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรค เชื้อจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและทำลายอวัยวะภายใน นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่

  • ปอดอักเสบ (Pneumonitis) ทำให้หายใจหอบเหนื่อย
  • เยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ (Encephalitis) ทำให้ซึม ชัก หรือหมดสติ
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ทำให้หัวใจล้มเหลว
  • การทำงานของตับและไตล้มเหลว

ซึ่งภาวะเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

เที่ยวป่าอย่างไร ให้ปลอดภัยจากไรอ่อน?

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่ให้ถูกกัด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  1. แต่งกายมิดชิด สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และสวมถุงเท้าที่ปิดมิดชิด หรือนำปลายกางเกงใส่ในถุงเท้าเพื่อป้องกันไรอ่อนไต่เข้าขา
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหญ้าโดยตรง ไม่ควรนอนหรือนั่งบนพื้นหญ้าโดยไม่มีผ้ารองปูที่หนาพอ
  3. ใช้ยาทากันแมลง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร DEET ทาบริเวณเสื้อผ้าและผิวหนังนอกร่มผ้า
  4. อาบน้ำทันที หลังจากกลับออกจากป่าหรือทุ่งหญ้า ควรรีบอาบน้ำฟอกสบู่และถูตัวให้สะอาดทันที และนำเสื้อผ้าไปซักเพื่อชำระล้างไรอ่อนที่อาจติดมา

ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่ก็ต้องไม่ประมาทต่อภัยธรรมชาติ หากท่านหรือคนในครอบครัวมีประวัติไปเที่ยวป่า กางเต็นท์ หรือสัมผัสพื้นหญ้า แล้วกลับมามีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือพบ แผลแมลงกัดสีดำ ตามร่างกาย “โปรดรีบมาพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียด”

เพราะโรคนี้มียาปฏิชีวนะที่รักษาได้ผลดีหากรู้เร็ว การวินิจฉัยที่แม่นยำจากประวัติของผู้ป่วยคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง ที่ โรงพยาบาลศรีสุโข เรามีแพทย์ พร้อมดูแลตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อให้ท่านกลับมามีสุขภาพแข็งแรงและท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข

โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: https//srisukho.co.th/

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Scroll to Top