ไข้เลือดออกยังคงเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการรณรงค์กำจัดยุงลายมาหลายทศวรรษ แต่จำนวนผู้ป่วยยังคงพบทุกปีในทุกกลุ่มอายุ
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการรับรองในประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันโรค แต่มีเงื่อนไขการใช้ที่แตกต่างจากวัคซีนชนิดอื่น การเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจฉีดจึงเป็นเรื่องสำคัญ
- ไข้เลือดออกในไทย ทำไมยังน่ากังวล
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีในไทยมีอะไรบ้าง
- วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
- ใครที่ ควรฉีด วัคซีนไข้เลือดออกเป็นพิเศษ
- ใครที่ ไม่ควรฉีด หรือต้องระวังเป็นพิเศษ
- วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกฉีดแล้วยจะไม่มีโอกาสเป็นเลยไหม?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกในไทย ทำไมยังน่ากังวล
เชื้อไวรัสเดงกีที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ (Serotype 1–4) การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการไม่รุนแรง แต่หากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปในครั้งที่ 2 ความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง เช่น ภาวะช็อกและเลือดออกในอวัยวะสำคัญ จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในประเทศไทย เด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยบ่อยที่สุด เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสยุงลายในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นทั้งในโรงเรียนและชุมชน
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีในไทยมีอะไรบ้าง
ปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและใช้งานในประเทศไทยมี 2 ชนิดหลัก
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม (สำหรับอายุ 9-45 ปี) *ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย
พัฒนาโดยบริษัท Sanofi Pasteur เป็นวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทย ป้องกันเชื้อเดงกีได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 6 และ 12
ข้อห้ามใช้เด็ดขาด
- ห้ามใช้ในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน โดยไม่ผ่านการตรวจเลือดยืนยัน เนื่องจากวัคซีนอาจทำให้มีอาการรุนแรงกว่าปกติหากติดเชื้อจริงในภายหลัง
- ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี
- ห้ามใช้ในผู้ที่อายุเกิน 45 ปี เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพในกลุ่มนี้
- ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนรุนแรง
ข้อควรระวัง
- ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรโดยเด็ดขาด
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรืออยู่ระหว่างรับยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์
- ผู้ที่มีไข้หรือป่วยเฉียบพลันในวันฉีด ควรเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าจะหายดี
- ต้องตรวจเลือดยืนยันการติดเชื้อในอดีตก่อนทุกครั้ง ห้ามข้ามขั้นตอนนี้โดยเด็ดขาด
เงื่อนไขการใช้ที่สำคัญมาก
วัคซีนนี้มีข้อกำหนดว่าผู้ที่จะฉีดต้องเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนอย่างน้อย 1 ครั้ง เนื่องจากในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน วัคซีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงหากติดเชื้อจริงในภายหลัง ดังนั้นก่อนฉีดจำเป็นต้องตรวจเลือดยืนยันว่าเคยติดเชื้อมาก่อนทุกครั้ง
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่ (สำหรับอายุ 4 ปีขึ้นไป)
พัฒนาโดยบริษัท Takeda เป็นวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทยเพิ่มเติมในช่วงหลัง ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน ข้อแตกต่างสำคัญจาก วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม คือสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ทำให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า
ข้อห้ามใช้เด็ดขาด
- ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพในกลุ่มนี้
- ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนรุนแรงในการฉีดครั้งก่อน
- ห้ามใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรืออยู่ระหว่างรับเคมีบำบัด เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์เช่นกัน
ข้อควรระวัง
- ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรโดยเด็ดขาด
- ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ภายใน 1 เดือนหลังฉีด ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาความเหมาะสม
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงหรืออยู่ระหว่างรับยาที่กดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดทุกครั้ง
- ผู้ที่มีไข้หรือป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อน
- ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
ข้อควรระวังร่วมกันทั้งสองชนิด
- วัคซีนทั้งสองชนิดเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- หากเพิ่งได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นชนิดอื่น ควรเว้นระยะอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนฉีดวัคซีนไข้เลือดออก
- ควรสังเกตอาการอยู่ในสถานพยาบาลอย่างน้อย 30 นาทีหลังฉีดทุกครั้ง เพื่อเฝ้าระวังปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
- การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกไม่ได้ทดแทนการป้องกันยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ต้องใช้ควบคู่กันเสมอ

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม
ได้รับการรับรองให้ใช้ในกลุ่มอายุ 9–45 ปี โดยต้องผ่านการตรวจยืนยันว่าเคยติดเชื้อมาก่อนทุกราย ไม่แนะนำในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในกลุ่มนี้ยังไม่เพียงพอ
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่
ได้รับการรับรองให้ใช้ในกลุ่มอายุ 4 ปีขึ้นไป ครอบคลุมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่
ใครที่ ควรฉีด วัคซีนไข้เลือดออกเป็นพิเศษ
เด็กวัยเรียนอายุ 6–14 ปี
เป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงที่สุดในไทย เนื่องจากใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงเรียนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง หากเคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน หรืออาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดบ่อย การฉีดวัคซีนเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาหลังปรึกษาแพทย์
ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ระบาดสูงหรือพื้นที่มียุงลายชุกชุม
ผู้ที่อยู่ในชุมชนแออัด ใกล้แหล่งน้ำขัง หรือในพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยและได้ประโยชน์จากวัคซีนมากกว่า
ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง
นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออกสูง เช่น เขตร้อนชื้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ หรือแอฟริกา ควรพิจารณาฉีดวัคซีนล่วงหน้าและปรึกษาแพทย์เรื่องความเหมาะสม
ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่ออาการรุนแรง
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากติดเชื้อไข้เลือดออกมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดวัคซีน
ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว 1 ครั้ง
กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่ออาการรุนแรงหากติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์ที่ต่างออกไป วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้และมีข้อมูลสนับสนุนประสิทธิภาพที่ชัดเจนในกลุ่มนี้

ใครที่ ไม่ควรฉีด หรือต้องระวังเป็นพิเศษ
- เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี (สำหรับ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่) หรือต่ำกว่า 9 ปี (สำหรับ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม)
- ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน หากต้องการใช้ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม ต้องตรวจเลือดยืนยันก่อนทุกครั้ง
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ห้ามฉีดโดยเด็ดขาด
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรืออยู่ระหว่างรับยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง
วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกฉีดแล้วยจะไม่มีโอกาสเป็นเลยไหม?
วัคซีนไข้เลือดออกไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสที่จะต้องนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิก วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่ มีประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันไข้เลือดออกที่ต้องได้รับการวินิจฉัยยืนยันประมาณ 61% และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อน ส่วน วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม มีประสิทธิภาพประมาณ 65% ในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อน
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ วัคซีนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกัน ยังต้องใช้ร่วมกับการป้องกันยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก
ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังยุงกัดไหม
ยังต้องระวังอยู่ เพราะวัคซีนไม่ได้ป้องกันได้ 100% การป้องกันยุงกัดด้วยการทาโลชั่นกันยุง สวมเสื้อผ้าแขนยาว และกำจัดแหล่งน้ำขังยังคงจำเป็น
เคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนไหม
ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว 1 ครั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไป วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม
วัคซีนไข้เลือดออกกับวัคซีนชนิดอื่นฉีดพร้อมกันได้ไหม
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างวัคซีนแต่ละชนิดเป็นรายบุคคล
ฉีดวัคซีนครบแล้ว ป้องกันได้นานแค่ไหน
ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีนคงอยู่ได้หลายปี แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องระยะเวลาที่แน่นอนและความจำเป็นในการฉีดกระตุ้น ควรติดตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งเด็กวัยเรียน ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ระบาด และผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่เงื่อนไขการใช้แตกต่างจากวัคซีนทั่วไป โดยเฉพาะ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม ที่ต้องตรวจยืนยันประวัติการติดเชื้อก่อนทุกครั้ง
การปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจฉีดจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับวัคซีนที่เหมาะสมกับสุขภาพและประวัติการติดเชื้อของแต่ละคน ควบคู่กับการป้องกันยุงกัดและการดูแลสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและเกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
- ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
- เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
- สายด่วน: 063 339 3654
- LINE Official: @Srisukho
- เว็บไซต์: srisukho.co.th



