วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ และใครที่ควรฉีดเป็นพิเศษ

ไข้เลือดออกยังคงเป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการรณรงค์กำจัดยุงลายมาหลายทศวรรษ แต่จำนวนผู้ป่วยยังคงพบทุกปีในทุกกลุ่มอายุ

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการรับรองในประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันโรค แต่มีเงื่อนไขการใช้ที่แตกต่างจากวัคซีนชนิดอื่น การเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจฉีดจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สารบัญ
  1. ไข้เลือดออกในไทย ทำไมยังน่ากังวล
  2. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีในไทยมีอะไรบ้าง
  3. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
  4. ใครที่ ควรฉีด วัคซีนไข้เลือดออกเป็นพิเศษ
  5. ใครที่ ไม่ควรฉีด หรือต้องระวังเป็นพิเศษ
  6. วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกฉีดแล้วยจะไม่มีโอกาสเป็นเลยไหม?
  7. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกในไทย ทำไมยังน่ากังวล

เชื้อไวรัสเดงกีที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ (Serotype 1–4) การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการไม่รุนแรง แต่หากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปในครั้งที่ 2 ความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง เช่น ภาวะช็อกและเลือดออกในอวัยวะสำคัญ จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในประเทศไทย เด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยบ่อยที่สุด เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสยุงลายในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นทั้งในโรงเรียนและชุมชน

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีในไทยมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและใช้งานในประเทศไทยมี 2 ชนิดหลัก

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม (สำหรับอายุ 9-45 ปี) *ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

พัฒนาโดยบริษัท Sanofi Pasteur เป็นวัคซีนชนิดแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทย ป้องกันเชื้อเดงกีได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 6 และ 12

ข้อห้ามใช้เด็ดขาด

  • ห้ามใช้ในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน โดยไม่ผ่านการตรวจเลือดยืนยัน เนื่องจากวัคซีนอาจทำให้มีอาการรุนแรงกว่าปกติหากติดเชื้อจริงในภายหลัง
  • ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี
  • ห้ามใช้ในผู้ที่อายุเกิน 45 ปี เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพในกลุ่มนี้
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนรุนแรง

ข้อควรระวัง

  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรโดยเด็ดขาด
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรืออยู่ระหว่างรับยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์
  • ผู้ที่มีไข้หรือป่วยเฉียบพลันในวันฉีด ควรเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าจะหายดี
  • ต้องตรวจเลือดยืนยันการติดเชื้อในอดีตก่อนทุกครั้ง ห้ามข้ามขั้นตอนนี้โดยเด็ดขาด

เงื่อนไขการใช้ที่สำคัญมาก

วัคซีนนี้มีข้อกำหนดว่าผู้ที่จะฉีดต้องเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนอย่างน้อย 1 ครั้ง เนื่องจากในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน วัคซีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงหากติดเชื้อจริงในภายหลัง ดังนั้นก่อนฉีดจำเป็นต้องตรวจเลือดยืนยันว่าเคยติดเชื้อมาก่อนทุกครั้ง

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่ (สำหรับอายุ 4 ปีขึ้นไป)

พัฒนาโดยบริษัท Takeda เป็นวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทยเพิ่มเติมในช่วงหลัง ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน ข้อแตกต่างสำคัญจาก วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม คือสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ทำให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า

ข้อห้ามใช้เด็ดขาด

  • ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพในกลุ่มนี้
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนรุนแรงในการฉีดครั้งก่อน
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรืออยู่ระหว่างรับเคมีบำบัด เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์เช่นกัน

ข้อควรระวัง

  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ระหว่างให้นมบุตรโดยเด็ดขาด
  • ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ภายใน 1 เดือนหลังฉีด ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาความเหมาะสม
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงหรืออยู่ระหว่างรับยาที่กดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดทุกครั้ง
  • ผู้ที่มีไข้หรือป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อน
  • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

ข้อควรระวังร่วมกันทั้งสองชนิด

  • วัคซีนทั้งสองชนิดเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • หากเพิ่งได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นชนิดอื่น ควรเว้นระยะอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนฉีดวัคซีนไข้เลือดออก
  • ควรสังเกตอาการอยู่ในสถานพยาบาลอย่างน้อย 30 นาทีหลังฉีดทุกครั้ง เพื่อเฝ้าระวังปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
  • การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกไม่ได้ทดแทนการป้องกันยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ต้องใช้ควบคู่กันเสมอ

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม

ได้รับการรับรองให้ใช้ในกลุ่มอายุ 9–45 ปี โดยต้องผ่านการตรวจยืนยันว่าเคยติดเชื้อมาก่อนทุกราย ไม่แนะนำในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในกลุ่มนี้ยังไม่เพียงพอ

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่

ได้รับการรับรองให้ใช้ในกลุ่มอายุ 4 ปีขึ้นไป ครอบคลุมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนว่าเคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่

ใครที่ ควรฉีด วัคซีนไข้เลือดออกเป็นพิเศษ

เด็กวัยเรียนอายุ 6–14 ปี

เป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงที่สุดในไทย เนื่องจากใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงเรียนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง หากเคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน หรืออาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดบ่อย การฉีดวัคซีนเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาหลังปรึกษาแพทย์

ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ระบาดสูงหรือพื้นที่มียุงลายชุกชุม

ผู้ที่อยู่ในชุมชนแออัด ใกล้แหล่งน้ำขัง หรือในพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยและได้ประโยชน์จากวัคซีนมากกว่า

ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออกสูง เช่น เขตร้อนชื้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ หรือแอฟริกา ควรพิจารณาฉีดวัคซีนล่วงหน้าและปรึกษาแพทย์เรื่องความเหมาะสม

ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่ออาการรุนแรง

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากติดเชื้อไข้เลือดออกมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดวัคซีน

ผู้ที่เคยป่วยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว 1 ครั้ง

กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่ออาการรุนแรงหากติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์ที่ต่างออกไป วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้และมีข้อมูลสนับสนุนประสิทธิภาพที่ชัดเจนในกลุ่มนี้

ใครที่ ไม่ควรฉีด หรือต้องระวังเป็นพิเศษ

  • เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี (สำหรับ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่) หรือต่ำกว่า 9 ปี (สำหรับ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม)
  • ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน หากต้องการใช้ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม ต้องตรวจเลือดยืนยันก่อนทุกครั้ง
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ห้ามฉีดโดยเด็ดขาด
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรืออยู่ระหว่างรับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง

วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกฉีดแล้วยจะไม่มีโอกาสเป็นเลยไหม?

วัคซีนไข้เลือดออกไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสที่จะต้องนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิก วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดใหม่ มีประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันไข้เลือดออกที่ต้องได้รับการวินิจฉัยยืนยันประมาณ 61% และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อน ส่วน วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม มีประสิทธิภาพประมาณ 65% ในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อน

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ วัคซีนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกัน ยังต้องใช้ร่วมกับการป้องกันยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังยุงกัดไหม

ยังต้องระวังอยู่ เพราะวัคซีนไม่ได้ป้องกันได้ 100% การป้องกันยุงกัดด้วยการทาโลชั่นกันยุง สวมเสื้อผ้าแขนยาว และกำจัดแหล่งน้ำขังยังคงจำเป็น

เคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนไหม

ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว 1 ครั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไป วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม

วัคซีนไข้เลือดออกกับวัคซีนชนิดอื่นฉีดพร้อมกันได้ไหม

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างวัคซีนแต่ละชนิดเป็นรายบุคคล

ฉีดวัคซีนครบแล้ว ป้องกันได้นานแค่ไหน

ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีนคงอยู่ได้หลายปี แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องระยะเวลาที่แน่นอนและความจำเป็นในการฉีดกระตุ้น ควรติดตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งเด็กวัยเรียน ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ระบาด และผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน แต่เงื่อนไขการใช้แตกต่างจากวัคซีนทั่วไป โดยเฉพาะ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดดั้งเดิม ที่ต้องตรวจยืนยันประวัติการติดเชื้อก่อนทุกครั้ง

การปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจฉีดจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับวัคซีนที่เหมาะสมกับสุขภาพและประวัติการติดเชื้อของแต่ละคน ควบคู่กับการป้องกันยุงกัดและการดูแลสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและเกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho

โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร

  • ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
  • เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
  • สายด่วน: 063 339 3654
  • LINE Official: @Srisukho
  • เว็บไซต์: srisukho.co.th

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Scroll to Top