พ่อแม่หลายบ้านอาจเคยเจอปัญหาลูกไม่ยอมถ่าย หรือร้องไห้งอแงทุกครั้งที่ปวดท้อง บางครั้งลูกพยายามขับถ่ายอยู่นานจนหน้าแดง หากลูกถ่ายแข็งจนเจ็บ อาจเริ่มกลัวการถ่ายและพยายามกลั้นอุจจาระ เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น น้ำจะถูกดูดกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายยากกว่าเดิม กลายเป็นวงจรที่ทำให้ปัญหาท้องผูกต่อเนื่อง
ท้องผูกเกิดได้ในเด็กหลายช่วงวัย เช่น ช่วงเริ่มกินอาหารตามวัยควบคู่กับนม ช่วงฝึกขับถ่าย หรือช่วงเริ่มไปโรงเรียน การดูแลจึงต้องปรับให้เหมาะกับอายุและสาเหตุของเด็กแต่ละคน โดยเฉพาะเมื่อลูกถ่ายเจ็บจนเริ่มกลั้นอุจจาระ ไม่ควรปล่อยให้เป็นต่อเนื่อง
ลูกเบ่งจนร้อง แบบไหนถึงเรียกว่าท้องผูก?
ควรสังเกตลักษณะอุจจาระและความเจ็บขณะถ่ายร่วมด้วย ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนวันที่ไม่ถ่ายหรือการเบ่งจนหน้าแดง โดยเฉพาะทารกบางคนอาจเบ่งหรือร้องก่อนถ่าย แต่อุจจาระยังนิ่ม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าท้องผูกเสมอไป หากอุจจาระแข็งเป็นเม็ดหรือก้อนใหญ่ ถ่ายเจ็บ หรือเริ่มกลั้นเพราะกลัวเจ็บ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมิน
สาเหตุของอาการท้องผูกและถ่ายแข็งในเด็ก
อาการท้องผูกในเด็กวัยนี้มักไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของลำไส้ แต่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- การเปลี่ยนอาหารช่วงเริ่มอาหารเสริม ช่วงวัย 6 เดือนที่เริ่มทานอาหารเสริม หรือช่วงวัยเตาะแตะที่เริ่มทานอาหารผู้ใหญ่ หากเด็กทานผักผลไม้น้อย ดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือทานนมวัวในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้อุจจาระขาดความชุ่มชื้นและจับตัวเป็นก้อนแข็ง จนอาจทำให้ขับถ่ายยาก
- สภาพแวดล้อมและกิจวัตรที่เปลี่ยนไป เด็กวัยอนุบาลที่เพิ่งเริ่มไปโรงเรียน มักมีความกังวล ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ เพราะไม่คุ้นกับสถานที่ ไม่อยากขออนุญาตครู หรือห่วงเล่นจนละเลยความรู้สึกปวดถ่าย พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้การขับถ่ายไม่สม่ำเสมอและเพิ่มโอกาสเกิดท้องผูก
- ความพร้อมในการฝึกขับถ่าย หากเด็กถูกเร่งรัดให้ฝึกนั่งกระโถนหรือชักโครกเร็วเกินไปในขณะที่ยังไม่พร้อม หรือถูกกดดันอย่างเข้มงวดในระหว่างฝึกขับถ่าย อาจทำให้เด็กเกิดความเครียด หวาดกลัว และมีทัศนคติเชิงลบ จนนำไปสู่พฤติกรรมต่อต้านการเข้าห้องน้ำ

วิธีดูแลและปรับพฤติกรรมเมื่อลูกท้องผูก
การแก้ปัญหาเด็กท้องผูกต้องอาศัยความใจเย็นและการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อความต้องการขับถ่าย แทนการกลั้นไว้นานๆ นอกจากนี้ยังควรปรับอาหารให้เหมาะกับอายุ พัฒนาการ และสุขภาพของลูก ดังนี้
1. ปรับเมนูอาหารและเครื่องดื่ม
เพิ่มกากใยในมื้ออาหารด้วยผักใบเขียวและผลไม้ที่มีใยอาหาร เช่น มะละกอสุก ลูกพรุน แก้วมังกร กีวี่ ส้ม และกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอตลอดทั้งวัน
ปริมาณน้ำและนมที่เพียงพอต่อวันต้องดูตามอายุของเด็ก ไม่ควรใช้คำแนะนำเดียวกันกับเด็กทุกวัย
- ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนไม่ควรเพิ่มน้ำเปล่าเพื่อแก้ท้องผูกเอง หากสงสัยว่าถ่ายผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
- เมื่อเริ่มอาหารตามวัยราว 6 เดือน สามารถเริ่มให้น้ำเปล่าปริมาณเล็กน้อยควบคู่กับอาหาร โดยยังให้นมแม่หรือนมผงสำหรับทารกตามปกติ
- สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป หากดื่มนมมากจนกินอาหารมื้อหลักได้น้อย ควรปรับปริมาณให้เหมาะกับวัย ไม่จำเป็นต้องงดนมเอง
นมวัวที่เป็นเครื่องดื่มทั่วไปไม่ใช่นมผงสำหรับทารก และไม่ควรใช้เป็นเครื่องดื่มหลักแทนนมแม่หรือนมผงก่อนอายุ 1 ปี
2. สร้างกิจวัตรการขับถ่าย
สำหรับเด็กที่พร้อมฝึกขับถ่ายหรือใช้ห้องน้ำเป็นแล้ว ลองชวนให้นั่งกระโถนหรือชักโครกหลังอาหารประมาณ 3–5 นาที โดยไม่บังคับให้เบ่งหรือให้นั่งรอจนถ่ายออก หากกำลังถ่ายเจ็บมาก ควรดูแลอาการท้องผูกก่อน ไม่เร่งฝึกในช่วงที่ลูกยังกลัวและเจ็บ
3. จัดท่านั่งขับถ่ายให้เหมาะสม
หากเด็กนั่งชักโครกของผู้ใหญ่ ต้องใช้ที่รองนั่งให้พอดีกับตัวเด็ก และมีที่วางเท้าที่มั่นคง เพื่อให้เท้าวางได้เต็มฝ่าเท้าและเข่าอยู่สูงกว่าสะโพกเล็กน้อย เด็กจะนั่งได้มั่นคงโดยไม่ต้องเกร็งตัว
4. สร้างบรรยากาศเชิงบวก
ไม่ดุ บังคับ หรือลงโทษเมื่อลูกกลั้นอุจจาระ แต่ควรให้กำลังใจ ชื่นชม หรือให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อลูกยอมนั่งชักโครกหรือขับถ่ายได้สำเร็จ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติให้การเข้าห้องน้ำไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

เคล็ดลับจัดอาหารเพื่อให้ลูกถ่ายง่ายขึ้น
อาหารเป็นสิ่งที่พ่อแม่ปรับได้เอง หลักสำคัญคือเพิ่มใยอาหารควบคู่กับน้ำ เพราะใยอาหารที่มากขึ้นโดยที่ลูกดื่มน้ำน้อย อาจทำให้ท้องอืดโดยที่อุจจาระยังแข็งอยู่ ไม่ควรเพิ่มอาหารอย่างเดียวแล้วรอดูอาการต่อไปเรื่อย ๆ
- วัยเริ่มอาหารเสริม ลองเพิ่มผลไม้บดอย่างมะละกอสุก ลูกพรุน หรือลูกแพร์ และผักบดอย่างฟักทองและบร็อคโคลี รวมถึงธัญพืชบดละเอียดตามวัย โดยเริ่มทีละอย่างในปริมาณน้อยเพื่อดูว่าลูกรับได้หรือไม่
- วัยหัดเดินถึงอนุบาล เพิ่มผักผลไม้ที่มีใยอาหารอย่างมะละกอ ส้ม ฝรั่งเนื้อนิ่ม ผักใบเขียวสับละเอียด ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และถั่วต้มเปื่อย
- น้ำเปล่า ให้จิบระหว่างวันบ่อยๆ โดยเด็กที่เริ่มอาหารเสริมควรปรึกษาแพทย์เรื่องปริมาณที่เหมาะสม
- นม ดื่มได้ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย ไม่ควรให้ดื่มนมมากเกินไป จนไม่อยากกินข้าวกับผักผลไม้
- อาหารที่ควรลด ได้แก่ ของทอด ขนมกรุบกรอบ และอาหารแปรรูปที่มีใยอาหารน้อย
ปรับอาหารแล้ว ยังถ่ายแข็งอยู่ ทำอย่างไร?
หากลูกยังถ่ายแข็ง เจ็บ หรือกลั้นอุจจาระต่อเนื่อง การเพิ่มผักผลไม้และน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณายาระบายที่เหมาะกับอายุและอาการ เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและลดความเจ็บขณะถ่าย ไม่ควรซื้อยาเหน็บ ยาสวน หรือยาระบายมาใช้เอง และหากได้รับยาแล้ว ควรใช้ตามแผนที่แพทย์แนะนำ
ลูกท้องผูกแบบไหนควรรีบพาไปพบแพทย์
หากปรับอาหารและกิจวัตรแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น มีอาการปวดท้อง ท้องผูกอย่างต่อเนื่อง หรือมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับตรวจประเมิน
อาการที่ควรพาไปโรงพยาบาลทันที
- หากมีอาการปวดท้องรุนแรง
- ท้องบวมมาก
- อาเจียน โดยเฉพาะอาเจียนสีเขียว
- มีอาการซึมผิดปกติ
ควรพบแพทย์โดยไม่รอให้ครบ 2 สัปดาห์
- หากลูกถ่ายเจ็บมาก
- กลั้นอุจจาระต่อเนื่อง
- มีเลือดปน
- กินได้น้อยลง
- น้ำหนักลดหรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์
- รวมถึงดูแลที่บ้านแล้วไม่ดีขึ้น
หากอาการไม่รุนแรงแต่เป็นต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ก็ควรเข้ารับการตรวจเช่นกัน

สำหรับทารก
หากเริ่มมีปัญหาตั้งแต่แรกเกิดหรือช่วงสัปดาห์แรกๆ หรือมีประวัติไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 48 ชั่วโมงหลังคลอดในทารกครบกำหนด ควรแจ้งแพทย์ ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากอาหารหรือพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร มีบริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็ก ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเริ่มจากซักประวัติและตรวจร่างกาย และอาจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมตามอาการของเด็กแต่ละคน ก่อนพบแพทย์ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลไปด้วย เช่น ความถี่ในการถ่าย ลักษณะอุจจาระ อาหารที่ลูกกิน ยาที่ใช้อยู่ และช่วงเวลาที่เริ่มสังเกตเห็นอาการ ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุได้ละเอียดขึ้น
การดูแลสุขภาพของเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต สำหรับท้องผูกในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและดูแลได้ หากพ่อแม่เข้าใจลูกและพยายามช่วยเหลือดูแลในด้านต่างๆ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนอาหาร น้ำดื่ม และกิจวัตรเข้าห้องน้ำ ลูกมักค่อยๆ กลับมาถ่ายสบายขึ้น ทั้งนี้อาการและความเหมาะสมของแนวทางดูแลแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน หากไม่แน่ใจหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล
*ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
*บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: srisukho.co.th


