ผู้สูงอายุกินแล้วไอ สำลักน้ำบ่อย กลืนลำบาก เกิดจากอะไร? ดูแลอย่างไรและควรพบแพทย์เมื่อไหร่

หากคุณพ่อคุณแม่กินข้าวแล้วไอ ดื่มน้ำแล้วสำลัก หรือใช้เวลากลืนแต่ละคำนานขึ้น ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัยเสมอไป อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ซึ่งทำให้กินอาหารและดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปอดอักเสบจากการสำลัก การสังเกตอาการและพาไปประเมินจึงช่วยให้รู้ว่าควรดูแลอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละคน

ภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุ

ภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) คือ ภาวะที่อาหาร น้ำ หรือน้ำลายเคลื่อนจากปากลงสู่หลอดอาหารได้ยาก อาจเกิดในขั้นตอนการเคี้ยวและส่งอาหารจากปาก ผ่านลำคอ หรือระหว่างที่อาหารเคลื่อนผ่านหลอดอาหารลงสู่กระเพาะ การกลืนปกติต้องอาศัยกล้ามเนื้อของปาก ลิ้น และลำคอที่ทำงานประสานกันภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยมีฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) ปิดทางเข้าหลอดลมไว้ชั่วขณะเพื่อให้อาหารไหลลงหลอดอาหารแทน

การเปลี่ยนแปลงตามวัยอาจทำให้การเคี้ยวและกลืนช้าลง แต่การสำลักซ้ำไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรค ยาที่ใช้ หรือปัญหาในช่องปาก บางคนมีอาหารหรือน้ำเข้าสู่ทางเดินหายใจโดยไม่ไอ เรียกว่า “สำลักแบบเงียบ (Silent Aspiration)” ดังนั้น การไม่ไอจึงไม่ได้ยืนยันว่ากลืนได้ปลอดภัยเสมอไป

ผู้สูงอายุกลืนลำบาก มีอาการอย่างไร?

ความผิดปกติของการกลืนมักเริ่มต้นจากอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจถูกมองข้าม ผู้ดูแลหรือบุตรหลานควรสังเกตพฤติกรรมระหว่างและหลังมื้ออาหารอย่างใกล้ชิด หากพบอาการต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะกลืนลำบาก

  • กินข้าวแล้วไอ หรือไอระคายคอ มีอาการไอหรือกระแอมแบบขากเสมหะระหว่างที่กำลังเคี้ยวอาหาร หรือไอหลังจากกลืนอาหารลงไป
  • ผู้สูงอายุสำลักน้ำ มักเกิดการสำลักเมื่อดื่มน้ำเปล่า ซุป หรือของเหลวที่ไหลง่าย ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยมาก เนื่องจากของเหลวจะไหลลงสู่ลำคออย่างรวดเร็ว ทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปิดหลอดลมทำงานไม่ทัน
  • สำลักอาหารบ่อย เกิดการสำลักจนหน้าแดง หายใจติดขัด หรือน้ำหูน้ำตาไหลแทบทุกมื้ออาหาร *ไอหรือสำลักซ้ำระหว่างมื้ออาหาร แม้ไม่ได้เกิดทุกมื้อก็ควรสังเกตและแจ้งแพทย์ โดยเฉพาะเมื่ออาการเริ่มถี่ขึ้น
  • อมข้าว เคี้ยวนาน กลืนไม่ลง ใช้เวลาในการเคี้ยวอาหารแต่ละคำนานผิดปกติ มีเศษอาหารตกค้างอยู่ในกระพุ้งแก้ม หรือมีน้ำลายและเศษอาหารไหลซึมออกจากมุมปาก
  • เสียงเปลี่ยนหลังมื้ออาหาร เสียงพูดดูอู้อี้ เสียงแหบ หรือมีเสียงครืดคราดคล้ายมีเสมหะติดอยู่ในลำคอ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจมีอาหารหรือของเหลวเล็ดลอดเข้าไปในหลอดลม

ตารางเปรียบเทียบการกินช้าตามวัยกับภาวะกลืนลำบาก

หากมีญาติผู้สูงอายุที่กินข้าวช้าลงและเคี้ยวนานขึ้น แต่ไม่มั่นใจว่าเกิดจากความเปลี่ยนแปลงตามวัย หรือเป็นสัญญาณของภาวะกลืนลำบาก เนื่องจากอาการเบื้องต้นดูคล้ายกัน สามารถสังเกตความแตกต่างได้จากตารางนี้ ทั้งนี้เป็นเพียงแนวทางสังเกตเบื้องต้น หากไม่แน่ใจควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล

หัวข้อเปรียบเทียบการกินช้าลงตามวัยภาวะกลืนลำบาก
สาเหตุหลักภาวะกล้ามเนื้อลีบตามวัย น้ำลายน้อยลง ปัญหาเกี่ยวกับฟันและการเคี้ยวอาหารโรคและพยาธิสภาพ เช่น โรคทางระบบประสาท โรคหลอดอาหาร ก้อนเนื้อบริเวณปากหรือลำคอ หรือผลข้างเคียงจากยา
ระยะเวลาในการกินนานกว่าเดิมเล็กน้อยนานมากจนเหนื่อย หรือกินไม่หมด
อาการไอพบได้น้อย ไอนานๆ ครั้งไอหรือสำลักบ่อย
อาการขณะกลืนกลืนได้แต่ใช้เวลานานเล็กน้อยรู้สึกอาหารติดคอ เจ็บเวลากลืน อาหารค้างในปาก
น้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง
อาการป่วยและภาวะแทรกซ้อนไม่พบการติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำไอมีเสมหะ หายใจหอบ ติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ หรือปอดอักเสบจากการสำลัก บางรายอาจมีไข้

สาเหตุของภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุ

ภาวะผู้สูงอายุกลืนลำบาก เกิดจากความบกพร่องของโครงสร้างและระบบประสาทที่ควบคุมการกลืน โดยสาเหตุหลักที่มักตรวจพบ ได้แก่

1. ความเสื่อมของกล้ามเนื้อตามวัย

กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวและการกลืน (บริเวณริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และคอหอย) อ่อนแรงลง ทำให้การผลักดันอาหารลงสู่หลอดอาหารทำได้ไม่ดี แต่ต้องประเมินร่วมกับสุขภาพและโรคประจำตัว

2. ปัญหาด้านทันตกรรมและช่องปาก

ฟันหลุดร่วง เหงือกอักเสบ หรือฟันเทียมที่ไม่พอดี ทำให้มีอาการเจ็บเหงือกหรือฟัน อาจทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดหรือหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด

3. โรคทางระบบประสาทและสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) หรือเนื้องอกในสมอง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นประสาทที่สั่งการการกลืน ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน

4. ภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย

ปากแห้งอาจเกี่ยวข้องกับยาบางชนิด โรคประจำตัว หรือการรักษาบางอย่าง ทำให้อาหารรวมตัวเป็นก้อนและกลืนได้ยากขึ้น หากเริ่มปากแห้งหลังเปลี่ยนยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรหยุดยาเอง

5. ความผิดปกติของหลอดอาหาร

ความผิดปกติของหลอดอาหาร เช่น หลอดอาหารตีบหรือการบีบตัวผิดปกติ อาจทำให้รู้สึกว่าอาหารติดหลังกลืน จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุเพื่อเลือกแนวทางรักษา

วิธีดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก

หากผู้สูงอายุไอหรือสำลักซ้ำขณะกินอาหาร ควรนัดประเมินการกลืน ไม่ควรปรับอาหารเองแล้วรอดูอาการไปเรื่อยๆ ระหว่างรอรับการตรวจ ให้ดูแลตามคำแนะนำที่เคยได้รับ และไม่ฝืนป้อนเมื่อผู้สูงอายุง่วงซึม เหนื่อย หรือกำลังไอสำลัก หากสำลักระหว่างมื้อ ให้หยุดป้อนก่อน ไม่ป้อนน้ำตามเพื่อหวังให้อาหารลงคอ ผู้ดูแลสามารถช่วยลดความเสี่ยงขณะกินอาหารได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. จัดท่านั่งทานอาหารให้เหมาะสม

จัดท่าทางให้ผู้สูงอายุนั่งตัวตรงขณะรับประทานอาหาร โดยจัดศีรษะและลำตัวให้อยู่ในท่าที่มั่นคง และกินอาหารเมื่อรู้สึกตัวดี ไม่ควรให้กินอาหารขณะนอนราบหรือเอนตัวมากเกินไป หากนั่งเองไม่ได้ควรจัดท่าตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

หลังรับประทานอาหารควรนั่งตัวตรงต่ออีกอย่างน้อย 30-45 นาที เพื่อลดโอกาสที่อาหารและน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมา

2. เลือกเนื้ออาหารและความข้นของเครื่องดื่มตามผลประเมิน

อาหารนิ่มไม่ได้เหมาะกับผู้มีปัญหาการกลืนทุกคน เช่น ข้าวต้มที่มีทั้งน้ำและเมล็ดข้าวอาจควบคุมการกลืนได้ยากสำหรับบางคน เพราะต้องจัดการทั้งของเหลวและชิ้นอาหารในคำเดียวกัน จึงควรให้ประเมินการกลืนแนะนำเนื้ออาหารและความข้นของเครื่องดื่มที่เหมาะสม ไม่ควรสรุปเองว่าโจ๊ก อาหารปั่น หรือเครื่องดื่มข้นจะปลอดภัยกว่าเสมอไป

3. ตักอาหารให้ทานได้พอดีคำ

ผู้สูงอายุควรรับประทานทีละคำเล็กๆ ตักอาหารป้อนในปริมาณที่กลืนไหว ให้ผู้สูงอายุทานช้าๆ คอยสังเกตให้แน่ใจว่ากลืนอาหารคำเดิมหมดแล้ว ก่อนเริ่มป้อนอาหารคำต่อไป

4. ลดสิ่งรบกวนขณะเคี้ยวและกลืน

การพูดคุยกับผู้สูงอายุหรือการเปิดโทรทัศน์ อาจดึงดูดความสนใจขณะทานอาหาร ผู้ดูแลควรสร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีสมาธิจดจ่อกับการเคี้ยวและการกลืนอาหาร งดการชวนคุยหรือทำให้หัวเราะระหว่างที่มีอาหารอยู่ในปาก

5. ดูแลความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

ผู้สูงอายุควรหมั่นแปรงฟัน ทำความสะอาดลิ้น เหงือก และฟันปลอมอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดคราบอาหารและการสะสมของเชื้อจุลชีพในช่องปาก หากผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ดูแลควรช่วยทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง และตรวจดูว่ามีแผล เจ็บ หรือมีอาหารตกค้างในปากหรือไม่ เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพในช่องปากและลำคอ

เมื่อการปรับพฤติกรรมเบื้องต้นไม่ทำให้อาการดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์

เมื่อการปรับพฤติกรรมเบื้องต้นไม่ทำให้อาการดีขึ้น ควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เพื่อทำการประเมินการกลืน (Swallowing Assessment) แพทย์อาจส่งตรวจพิเศษ เช่น การส่องกล้องประเมินการกลืน (FEES) หรือการเอกซเรย์ประเมินการกลืนร่วมกับการกลืนแป้งทึบรังสี (VFSS) เพื่อดูว่าจุดที่บกพร่องอยู่บริเวณใด และอาหารเล็ดลอดเข้าหลอดลมหรือไม่ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินและวินิจฉัยอาการได้อย่างเหมาะสม ญาติควรเตรียมข้อมูลสำคัญต่อไปนี้ไปในวันตรวจ

  • ประวัติอาการสำลัก สังเกตว่ามักจะสำลักอาหารประเภทใดมากที่สุด (ของเหลว อาหารแข็ง หรือยารับประทาน)
  • ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ตั้งแต่ช่วงที่มีอาการเริ่มต้น ก่อนจะค่อยๆ เป็นหนักขึ้น หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
  • ประวัติน้ำหนักตัว ข้อมูลของน้ำหนักตัวที่ลดลงผิดปกติในช่วง 1-3 เดือน
  • รายชื่อยาประจำตัว นำซองยา หรือจดรายชื่อยาทั้งหมดที่ผู้สูงอายุกำลังรับประทานอยู่ รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ
  • ประวัติการเจ็บป่วยล่าสุด โดยเฉพาะประวัติการเป็นไข้ ไอเรื้อรัง หรือเคยเข้ารับการรักษาด้วยโรคปอดอักเสบในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อไหร่ควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์

หากผู้สูงอายุกินข้าวแล้วไอบ่อย สำลักน้ำซ้ำๆ มีเสียงเปลี่ยนหลังกลืน อาหารติดคอ หรือรับประทานอาหารได้น้อยลงต่อเนื่อง ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมิน แม้ยังไม่มีอาการรุนแรง เพราะภาวะกลืนลำบากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ขาดสารอาหาร และปอดอักเสบจากการสำลักได้

หากกลืนลำบากเกิดขึ้นกะทันหัน ร่วมกับปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือหน้าชา ควรติดต่อสายด่วน 1669 หรือพาไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการกินแล้วไอหรือสำลักบ่อยในผู้สูงอายุไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกลืนลำบากที่เกี่ยวข้องกับโรคบางชนิด สำหรับครอบครัวที่ต้องการคำปรึกษาเรื่องสุขภาพผู้สูงอายุหรือกำลังมองหา โรงพยาบาลดูแลผู้สูงอายุ พิจิตร เพื่อพาผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกินและการกลืนไปประเมิน โรงพยาบาลศรีสุโข มีบริการตรวจรักษาโรคทั่วไป โดยมีแพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจทางห้องปฏิบัติการตามอาการของแต่ละคน

*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
*บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น หากผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างละเอียด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho

โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร

ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: srisukho.co.th

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Scroll to Top