ปวดประจำเดือนรุนแรงผิดปกติ บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพมดลูกได้บ้าง

ปวดประจำเดือนเป็นเรื่องที่ผู้หญิงหลายคนคุ้นเคย แต่มีเส้นแบ่งที่สำคัญระหว่างอาการปวดที่ถือว่าปกติกับอาการปวดที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ

หลายคนทนกับความเจ็บปวดทุกเดือนโดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องอดทน บางคนกินยาแก้ปวดต่อเนื่องหลายปีโดยไม่เคยตรวจหาสาเหตุ ความเชื่อที่ว่า “ปวดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง” อาจทำให้พลาดโอกาสตรวจพบภาวะที่ต้องได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะแรก

สารบัญ
  1. ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ยังถือว่าปกติ
  2. ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ผิดปกติ
  3. ภาวะที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังอาการปวดรุนแรง
  4. สัญญาณที่ต้องพบแพทย์โดยไม่รอ
  5. การตรวจวินิจฉัยที่แพทย์อาจใช้
  6. วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น
  7. คำถามที่พบบ่อย

ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ยังถือว่าปกติ

อาการปวดประจำเดือนในระดับที่เรียกว่าปกติ (Primary Dysmenorrhea) เกิดจากฮอร์โมน Prostaglandin ที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุออกมา โดยมีลักษณะดังนี้

  • ปวดบริเวณท้องน้อยตอนกลาง อาจร้าวลงขาหรือหลังส่วนล่าง
  • เริ่มปวดในช่วง 1–2 วันแรกของประจำเดือนและค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
  • ปวดในระดับที่ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ แม้อาจต้องกินยาแก้ปวดบ้าง
  • อาการดีขึ้นหรือค่อยๆ ทุเลาลงตามธรรมชาติ เมื่ออายุมากขึ้นหรือหลังมีบุตร

อาการปวดในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากโรค แต่เป็นการตอบสนองปกติของร่างกายต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในแต่ละรอบเดือน

ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ผิดปกติ

อาการปวดที่เรียกว่าผิดปกติ (Secondary Dysmenorrhea) มักมีสาเหตุจากความผิดปกติทางกายภาพ สัญญาณที่ควรใส่ใจได้แก่

  • ปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ หยุดงาน หยุดเรียน หรือนอนไม่หลับ
  • ยาแก้ปวดทั่วไปไม่ช่วยหรือต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อย ๆ
  • อาการปวดแย่ลงทุกเดือนหรือทุกปี ไม่ได้ดีขึ้นตามอายุ
  • ปวดไม่ได้จำกัดแค่ช่วงมีประจำเดือน แต่ปวดตลอดทั้งเดือนหรือปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ประจำเดือนมามากผิดปกติ มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือท้องอืดรุนแรง

ภาวะที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังอาการปวดรุนแรง

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดประจำเดือนรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีลักษณะคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นนอกมดลูก เช่น บนรังไข่ ท่อนำไข่ หรืออวัยวะอื่น ๆ ในอุ้งเชิงกราน

เนื้อเยื่อเหล่านี้ตอบสนองต่อฮอร์โมนเช่นเดียวกับเยื่อบุโพรงมดลูกปกติ คือหนาตัวและหลุดลอกออกในแต่ละรอบเดือน แต่ไม่มีทางออก จึงสะสมและก่อให้เกิดการอักเสบ พังผืด และอาการปวดรุนแรง

อาการที่พบบ่อยของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

  • ปวดประจำเดือนรุนแรงและแย่ลงเรื่อย ๆ ทุกปี
  • ปวดระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดขณะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะในช่วงมีประจำเดือน
  • ท้องอืดหรือมีอาการทางระบบทางเดินอาหารช่วงมีประจำเดือน
  • มีบุตรยาก

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มักใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากอาการคล้ายกับอาการปวดประจำเดือนทั่วไปและไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือดหรืออัลตราซาวนด์ทั่วไปเสมอไป

2. เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroid หรือ Myoma)

เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูกชนิดไม่ใช่มะเร็ง พบบ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุ 30–50 ปี เนื้องอกอาจมีขนาดเล็กจนไม่มีอาการ หรือโตจนทำให้เกิดอาการรุนแรงได้

อาการที่บ่งชี้ว่าอาจมีเนื้องอกมดลูก

  • ประจำเดือนมามากผิดปกติจนเสี่ยงต่อภาวะซีด
  • ปวดประจำเดือนรุนแรงและนานกว่าปกติ
  • ปวดท้องน้อยตลอดเวลาแม้ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน
  • ท้องโตหรือรู้สึกมีก้อนในท้องน้อย
  • ปัสสาวะบ่อยหรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุดเมื่อเนื้องอกกดทับกระเพาะปัสสาวะ
  • ปวดหลังส่วนล่างหรือขา

3. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis)

ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มดลูกหนาและโตขึ้น มักพบในผู้หญิงที่มีลูกแล้วและใกล้วัยหมดประจำเดือน แต่ก็พบได้ในผู้หญิงอายุน้อย

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดประจำเดือนรุนแรงและมักเป็นแบบปวดหน่วงลึก ๆ
  • ประจำเดือนมามากและนานกว่าปกติ
  • มดลูกโตกว่าปกติซึ่งแพทย์อาจคลำพบระหว่างตรวจภายใน
  • ปวดท้องน้อยตลอดเวลาแม้ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน

4. โรคอักเสบในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease — PID)

เกิดจากการติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน มักเริ่มจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการรักษา อาการปวดท้องน้อยในภาวะนี้มักเป็นแบบเฉียบพลันและมาพร้อมกับไข้ ตกขาวผิดปกติ หรือปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานและส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ในระยะยาว

5. ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst)

ถุงน้ำรังไข่บางชนิด โดยเฉพาะเอนโดมีทริโอมา ซึ่งสัมพันธ์กับเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจทำให้ปวดรุนแรงในช่วงมีประจำเดือน นอกจากนี้ถุงน้ำที่บิดขั้วหรือแตกอาจทำให้เกิดอาการปวดเฉียบพลันรุนแรงซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

6. ปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis)

ภาวะที่ปากมดลูกแคบกว่าปกติ ทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกได้ยาก เกิดแรงดันในมดลูกและปวดรุนแรง อาจพบในผู้ที่เคยผ่านหัตถการบริเวณปากมดลูกมาก่อน

สัญญาณที่ต้องพบแพทย์โดยไม่รอ

นอกจากอาการปวดรุนแรง ยังมีสัญญาณอื่นที่ควรพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องเฉียบพลันรุนแรงกะทันหัน ไม่เหมือนกับอาการปวดประจำเดือนปกติ
  • มีไข้ร่วมกับปวดท้องน้อย
  • ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงต่อเนื่องหลายชั่วโมง
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
  • ท้องโตหรือคลำพบก้อนในท้องน้อย
  • มีบุตรยากร่วมกับปวดประจำเดือนรุนแรง

การตรวจวินิจฉัยที่แพทย์อาจใช้

เมื่อพบแพทย์ด้วยอาการปวดประจำเดือนรุนแรง แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียดและอาจสั่งตรวจเพิ่มเติม

การตรวจภายใน

แพทย์ตรวจดูมดลูกและรังไข่โดยตรง ช่วยประเมินขนาด รูปร่าง และความเจ็บปวดเมื่อสัมผัส

อัลตราซาวนด์อุ้งเชิงกราน

เป็นการตรวจลำดับแรกที่ทำได้ง่าย ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยเนื่องจากไม่มีรังสีสะสม และให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ ช่วยตรวจพบเนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ และความผิดปกติอื่น ๆ ได้ดี แต่อาจไม่สามารถมองเห็นรอยโรคของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ขนาดเล็กได้เสมอไป

การตรวจเลือด

ตรวจดูภาวะซีดจากการเสียเลือด ตรวจฮอร์โมน และตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ ในบางกรณีอาจตรวจค่า CA-125 ซึ่งอาจสูงขึ้นในภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่รุนแรง

การส่องกล้องตรวจช่องท้อง (Laparoscopy)

เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เพราะสามารถมองเห็นรอยโรคได้โดยตรงและเก็บชิ้นเนื้อตรวจได้ในขั้นตอนเดียว แต่เป็นหัตถการที่ต้องดมยาสลบ แพทย์จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่จำเป็น

MRI อุ้งเชิงกราน

ให้ภาพละเอียดกว่าอัลตราซาวนด์ เหมาะสำหรับการประเมิน Adenomyosis และรอยโรคที่ซับซ้อน

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

ระหว่างรอพบแพทย์หรือในกรณีที่อาการยังอยู่ในระดับที่จัดการได้

  • ประคบร้อนบริเวณท้องน้อยและหลังส่วนล่าง ช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกและบรรเทาอาการปวดได้
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen หรือ Naproxen มีประสิทธิภาพในการลดการสร้าง Prostaglandin และบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่า Paracetamol ในกรณีปวดประจำเดือน ควรเริ่มกินตั้งแต่เริ่มมีอาการหรือก่อนประจำเดือนมาเล็กน้อย และกินตามขนาดที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดในระยะยาว
  • จดบันทึกอาการ ทั้งระดับความปวด ช่วงเวลาที่ปวด และอาการร่วมอื่น ๆ เพื่อนำไปให้แพทย์ประกอบการวินิจฉัย

คำถามที่พบบ่อย

ปวดประจำเดือนรุนแรงมาหลายปีแต่ตรวจแล้วไม่พบอะไร หมายความว่าไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ ไหม?

ไม่เสมอไป เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในระยะแรกอาจมองไม่เห็นจากอัลตราซาวนด์ทั่วไป หากอาการยังรุนแรงแม้ผลตรวจปกติ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม

กินยาคุมกำเนิดเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ไหม?

ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเป็นหนึ่งในวิธีรักษาที่แพทย์ใช้บ่อยเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือนและชะลอการดำเนินของโรคอย่างเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของแต่ละคน

อาการปวดประจำเดือนรุนแรงส่งผลต่อการมีบุตรไหม?

ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และ PCOS อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ หากวางแผนจะมีบุตรและมีอาการปวดรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจและวางแผนล่วงหน้า

อาการปวดประจำเดือนรุนแรงที่กินยาแก้ปวดทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น แย่ลงทุกเดือน หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนหรือปล่อยผ่าน แต่เป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งมาบอกว่ามีบางอย่างที่ควรตรวจสอบ

ภาวะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก หรือ Adenomyosis ล้วนรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก การพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมตรงตามอาการและปกป้องสุขภาพระบบสืบพันธุ์ในระยะยาว

*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและเกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho

โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร

  • ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
  • เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
  • สายด่วน: 063 339 3654
  • LINE Official: @Srisukho
  • เว็บไซต์: srisukho.co.th

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Scroll to Top