ผู้ชายหลายคนสังเกตว่าตัวเองเริ่มลุกขึ้นปัสสาวะกลางดึกบ่อยขึ้น ปัสสาวะสายไม่แรงเหมือนเดิม หรือรู้สึกว่าถ่ายออกไม่หมด แต่มักมองว่าเป็นเรื่องของอายุที่มากขึ้นและไม่ได้ใส่ใจ
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของต่อมลูกหมากโต ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยมากในผู้ชายวัยกลางคนและผู้สูงอายุ และหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพระยะยาวได้
ต่อมลูกหมากคืออะไร และทำไมถึงโต
ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) เป็นอวัยวะขนาดเท่าลูกวอลนัทที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะของผู้ชาย ล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนบน ทำหน้าที่ผลิตของเหลวที่เป็นส่วนประกอบของน้ำอสุจิ
ต่อมลูกหมากเติบโตในสองช่วงหลักของชีวิต คือช่วงวัยแรกรุ่นและช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป การเติบโตในช่วงหลังนี้เองที่ทำให้ต่อมลูกหมากค่อยๆ โตขึ้นตามอายุ และเมื่อโตมากพอก็เริ่มกดทับท่อปัสสาวะจนเกิดอาการ
ภาวะนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า Benign Prostatic Hyperplasia (BPH) หรือต่อมลูกหมากโตชนิดไม่ใช่มะเร็ง เป็นภาวะที่แตกต่างจากมะเร็งต่อมลูกหมากโดยสิ้นเชิง แม้ทั้งสองภาวะอาจมีอาการคล้ายกันบางส่วน

พบบ่อยแค่ไหนในผู้ชายไทย
ต่อมลูกหมากโตเป็นหนึ่งในภาวะที่พบบ่อยในผู้ชายวัยกลางคนทั่วโลก รวมถึงในไทย จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า
- ผู้ชายอายุ 40–49 ปี ประมาณ 20–30% มีการเปลี่ยนแปลงของต่อมลูกหมากในระดับที่ตรวจพบได้
- ผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 50% มีอาการของต่อมลูกหมากโตในระดับที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต
- ผู้ชายอายุ 80 ปีขึ้นไป สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 90%
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าต่อมลูกหมากโตไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปล่อยผ่านโดยไม่ดูแล
อาการที่บ่งชี้ว่าต่อมลูกหมากอาจโตแล้ว
อาการของต่อมลูกหมากโตแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1 อาการที่เกี่ยวกับการกักเก็บปัสสาวะ
- ปัสสาวะสายไม่แรง ไหลช้าหรือไหลเป็นหยด
- ต้องรอนานกว่าปัสสาวะจะออก แม้ปวดปัสสาวะมาแล้ว
- ปัสสาวะไม่สุด รู้สึกว่ายังมีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
- ปัสสาวะหยุดแล้วมีหยดตามมาอีก (Dribbling)
- ปัสสาวะออกไม่ได้เลยในกรณีที่รุนแรง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
กลุ่มที่ 2 อาการที่เกี่ยวกับการระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
- ลุกขึ้นปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 2 ครั้งต่อคืน (Nocturia)
- รู้สึกปวดปัสสาวะเร่งด่วนทันทีและกลั้นได้ยาก (Urgency)
- บางครั้งอาจมีปัสสาวะเล็ดก่อนถึงห้องน้ำทัน
อาการเหล่านี้มีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนมีอาการเล็กน้อยที่ค่อยๆ แย่ลงในหลายปี บางคนมีอาการชัดเจนตั้งแต่เนิ่นๆ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ต่อมลูกหมากโตเร็วกว่าปกติ
1. อายุ
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญหลักคืออายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศชาย โดยเฉพาะฮอร์โมน Dihydrotestosterone (DHT) ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก
2. พันธุกรรม
ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องชายเป็นต่อมลูกหมากโต มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะมีอาการในวัยที่ใกล้เคียงกัน
3. น้ำหนักเกินและภาวะอ้วน
ไขมันส่วนเกินส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมน โดยเฉพาะการเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้ชาย ซึ่งอาจกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมากได้
4. โรคเบาหวานและกลุ่มอาการเมตาบอลิก
ภาวะดื้อต่ออินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือดสูงสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อต่อมลูกหมากโตที่สูงขึ้น
5. การขาดการออกกำลังกาย
ผู้ชายที่ไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยควบคุมสมดุลฮอร์โมนและลดการอักเสบในร่างกาย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ดูแล
ต่อมลูกหมากโตที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการดูแลอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว
กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ
การที่กระเพาะปัสสาวะต้องออกแรงบีบมากขึ้นเพื่อดันปัสสาวะผ่านท่อที่ถูกกดทับ ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะหนาตัวและแข็งแรงขึ้นในระยะแรก แต่ในระยะยาวกล้ามเนื้อจะอ่อนแรงลงและกระเพาะปัสสาวะสูญเสียความสามารถในการบีบตัวได้เต็มที่
ปัสสาวะคั่งในไต (Hydronephrosis)
เมื่อปัสสาวะไหลออกได้น้อยและคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน แรงดันย้อนกลับอาจทำให้ปัสสาวะไหลย้อนสู่ท่อไตและไต ส่งผลต่อการทำงานของไตในระยะยาว
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ
ปัสสาวะที่ค้างในกระเพาะปัสสาวะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำบ่อยกว่าปกติ
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
ปัสสาวะที่ค้างสะสมอาจตกผลึกและกลายเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปวดขณะปัสสาวะหรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
ภาวะปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน
เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า และมักถูกกระตุ้นโดยการดื่มแอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือการกลั้นปัสสาวะนานเกินไป
การตรวจวินิจฉัยต่อมลูกหมากโต
การซักประวัติและแบบประเมินอาการ
แพทย์มักใช้แบบประเมิน International Prostate Symptom Score (IPSS) ซึ่งเป็นแบบสอบถาม 7 ข้อเกี่ยวกับอาการทางเดินปัสสาวะ ช่วยประเมินความรุนแรงของอาการและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นระบบ
การตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Examination — DRE)
แพทย์ใช้นิ้วตรวจขนาดและลักษณะของต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก ช่วยประเมินขนาด ความนุ่มแข็ง และความสม่ำเสมอของพื้นผิว ซึ่งช่วยแยกแยะระหว่างต่อมลูกหมากโตธรรมดาและลักษณะที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งได้เบื้องต้น
อัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมาก
อัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมากสามารถทำได้ 2 แบบ คือทางหน้าท้องและทางทวารหนัก (Transrectal Ultrasound — TRUS) โดยแบบทางทวารหนักให้ภาพที่ละเอียดกว่ามาก สามารถช่วยประเมินและวัดขนาดต่อมลูกหมากได้อย่างชัดเจน ตรวจดูลักษณะเนื้อเยื่อ และประเมินปริมาณปัสสาวะที่ค้างหลังถ่ายออกไปแล้ว (Post-void Residual Urine)
การตรวจเลือดหา PSA (Prostate-Specific Antigen)
PSA เป็นโปรตีนที่ผลิตโดยต่อมลูกหมาก ระดับ PSA ที่สูงขึ้นพบได้ทั้งในต่อมลูกหมากโตธรรมดาและมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจ PSA ไม่ได้วินิจฉัยมะเร็งได้โดยตรง แต่ช่วยในการประเมินความเสี่ยงและติดตามการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับผลตรวจครั้งก่อน
การตรวจปัสสาวะ
ตรวจหาการติดเชื้อ เลือดในปัสสาวะ หรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง
แนวทางการรักษาต่อมลูกหมากโต
1. การปรับพฤติกรรม
สำหรับอาการระดับเบา แพทย์อาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรมก่อน เช่น
- ลดการดื่มน้ำในช่วงก่อนนอน 2–3 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในตอนเย็น
- ฝึกปัสสาวะสองครั้ง (Double Voiding) คือหลังปัสสาวะแล้วรอสักครู่แล้วลองปัสสาวะอีกครั้ง
- ฝึกควบคุมกระเพาะปัสสาวะเพื่อยืดระยะเวลาระหว่างการปัสสาวะ
2. การรักษาด้วยยา
แพทย์มีทางเลือกยาหลักสองกลุ่ม
- ยากลุ่ม Alpha-blockers เช่น Tamsulosin และ Alfuzosin ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต่อมลูกหมากและคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไหลได้สะดวกขึ้น ช่วยบรรเทาอาการผิดปกติให้ทุเลาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยากลุ่ม 5-Alpha Reductase Inhibitors เช่น Finasteride และ Dutasteride ช่วยลดขนาดต่อมลูกหมากโดยลดการผลิต DHT ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่มีส่วนช่วยให้ขนาดของต่อมลูกหมากลดลงได้ในระยะยาวตามการประเมินของแพทย์
ในบางกรณีแพทย์อาจใช้ยาทั้งสองกลุ่มร่วมกัน
3. การรักษาด้วยหัตถการและการผ่าตัด
สำหรับกรณีที่อาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อยา มีหลายทางเลือก เช่น
- การผ่าตัดส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ (TURP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้มายาวนาน
- การรักษาด้วยคลื่นความร้อนหรือพลังงานชนิดต่างๆ
- การผ่าตัดเปิดในกรณีต่อมลูกหมากขนาดใหญ่มาก
แพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามขนาดต่อมลูกหมาก ความรุนแรงของอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

วิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของโรค
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเดินเร็วหรือว่ายน้ำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- รับประทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะมะเขือเทศที่มีไลโคปีนซึ่งอาจมีบทบาทในการดูแลสุขภาพต่อมลูกหมาก
- ลดอาหารไขมันสูงและเนื้อแดง
- ลดหรืองดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน
- ระวังยาบางชนิดที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น ยาแก้หวัดที่มี Pseudoephedrine หรือยาแก้แพ้บางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเหล่านี้
ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่พบบ่อยมากในผู้ชายวัยกลางคนและผู้สูงอายุ อาการที่ดูเหมือนเล็กน้อย เช่น ปัสสาวะบ่อยกลางดึก สายปัสสาวะอ่อนลง หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด อาจเป็นสัญญาณแรกที่ไม่ควรมองข้าม
การพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการได้อย่างเหมาะสมตรงตามอาการ แยกแยะออกจากภาวะอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน และเลือกแนวทางดูแลที่เหมาะสมก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน การปรับพฤติกรรมและตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมและดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ชายในทุกช่วงอายุ
*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและเกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
- ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
- เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
- สายด่วน: 063 339 3654
- LINE Official: @Srisukho
- เว็บไซต์: srisukho.co.th



