ปัญหาผิวหนังที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัยคือ โรคหูด ซึ่งสร้างความรำคาญใจและอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพ หลายคนมีความกังวลว่าตุ่มที่เกิดขึ้นคืออะไร ติดต่อสู่คนรอบข้างได้หรือไม่ รวมถึงควรเข้ารับการรักษาเมื่อใด ข้อมูลทางการแพทย์ต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจกลไกของโรคและแนวทางการดูแลสุขภาพผิวหนังอย่างถูกต้อง
สาเหตุการเกิดโรคหูด
โรคหูดมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Human Papillomavirus หรือที่รู้จักกันในชื่อ HPV ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์จะส่งผลให้เกิดลักษณะของหูดที่แตกต่างกันและเกิดขึ้นตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยไวรัสจะเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกเกิดการแบ่งตัวหนาตัวขึ้นจนกลายเป็นตุ่มนูนที่มีลักษณะแข็งหรือขรุขระ
การติดต่อของโรคหูด
หูดสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัสโดยตรง โดยแบ่งรูปแบบการติดต่อออกเป็นดังนี้
- การสัมผัสโดยตรง คือ การสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีรอยโรคจากผู้ป่วยรายอื่น
- การสัมผัสทางอ้อม คือ การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือการเดินเท้าเปล่าในพื้นที่สาธารณะที่มีความชื้นสูง เช่น สระว่ายน้ำ หรือห้องอาบน้ำรวม
การแพร่กระจายด้วยตนเอง หากผู้ป่วยไปแกะ เกา หรือสัมผัสบริเวณที่เป็นหูดแล้วไปสัมผัสผิวหนังส่วนอื่นที่ปกติ เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายไปยังบริเวณนั้นได้ โดยเฉพาะผิวหนังที่มีบาดแผล แผลถลอก หรือรอยขีดข่วน ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ลักษณะอาการที่ควรสังเกต
โดยทั่วไปหูดมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่อาการบางอย่างเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
| ลักษณะที่พบ | ความหมายและสิ่งที่ควรระวัง |
|---|---|
| ลักษณะที่พบ | พบได้บ่อยตามมือ เท้า และข้อเข่า อาจมีจุดสีดำเล็กๆ อยู่ข้างในซึ่งคือเส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงหูด |
| ตุ่มแข็งผิวขรุขระ | มักมีลักษณะแบนเนื่องจากถูกน้ำหนักตัวกดทับขณะเดิน อาจทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด |
| หูดบริเวณฝ่าเท้า | มีลักษณะเป็นตุ่มแบนสีเนื้อหรือสีน้ำตาล มักพบจำนวนมากบริเวณใบหน้าหรือหลังมือ |
| หูดชนิดราบ | มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ พบในบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด |
สัญญาณที่บอกว่าควรพบแพทย์
เมื่อพบว่าตุ่มผิวหนังมีอาการเจ็บปวดรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและสีอย่างรวดเร็ว รวมถึงกรณีที่พยายามดูแลด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีหูดเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศซึ่งสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงอื่นๆ การเข้ารับการตรวจโดยแพทย์จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้

แนวทางการดูแลและป้องกัน
การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงและการแพร่กระจายของโรค
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส ไม่ควรแกะ เกา หรือตัดรอยโรคด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
- รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ และดูแลผิวหนังให้แห้งอยู่เสมอ เนื่องจากเชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะชื้น
- ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน แยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว และรองเท้า เพื่อป้องกันการติดต่อสู่คนในครอบครัว
- สวมรองเท้าในพื้นที่สาธารณะ เมื่อต้องใช้พื้นที่ส่วนกลางที่มีความชื้น ควรใส่รองเท้าเพื่อลดโอกาสที่ผิวหนังเท้าจะสัมผัสกับเชื้อไวรัสโดยตรง
- การปรึกษาแพทย์ การรักษาในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น การใช้ยาทาเฉพาะที่ การจี้ด้วยความเย็น หรือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อให้รอยโรคหายไปอย่างถูกวิธี
หูดอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากละเลยอาจลุกลามและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ การสังเกตความผิดปกติและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพผิวหนังของคุณ
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร มีบริการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ทั้งแบบ 4 สายพันธุ์ (ป้องกันโรคหูดได้ > 70%) และ 9 สายพันธุ์ (ป้องกันโรคหูดได้ > 90%) ปรึกษา/สอบถามบริการเพิ่มเติมได้ผ่าน LINE Official: @Srisukho หรือ สายด่วน: 063 339 3654 เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณและครอบครัว โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร ยินดีให้คำแนะนำ
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: https//srisukho.co.th/



