ช่วงที่น้ำท่วมขังตามถนนหรือในบ้าน หลายคนจำเป็นต้องลุยน้ำเพื่อออกไปทำธุระหรือเก็บกวาดข้าวของ หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เริ่มสังเกตว่าเท้าคันผิดปกติ ซอกนิ้วเท้าเริ่มเปื่อยลอก บางคนถึงขั้นแสบและมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ อาการแบบนี้คุ้นหูกันในชื่อน้ำกัดเท้า แต่หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ผิวอับชื้นธรรมดา หรือเป็นการติดเชื้อที่ต้องรีบเข้ารับการรักษา
รู้จักกับโรคน้ำกัดเท้า
น้ำกัดเท้า (Athlete’s foot) คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสกับน้ำเป็นเวลานาน จนเท้ามีความอับชื้น ผิวเปื่อยยุ่ย และมีอาการคัน ระยะเริ่มต้นอาจรู้สึกคันเพียงเล็กน้อยและไม่มีการติดเชื้อ แต่หากยังคงอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังหรือน้ำสกปรกเป็นเวลานาน ผิวหนังชั้นนอกจะถูกแช่จนเปื่อยและอ่อนแอลง ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในน้ำสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น นำไปสู่กระบวนการอักเสบและเกิดเป็นโรคผิวหนัง เช่น น้ำกัดเท้าจากเชื้อแบคทีเรีย หรือน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา ซึ่งเป็นระยะที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์

อาการเบื้องต้นของโรคน้ำกัดเท้า
อาการน้ำกัดเท้าในระยะแรกมักเริ่มจากความรู้สึกคันหรือแสบเล็กน้อยบริเวณซอกนิ้วเท้าและฝ่าเท้า ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่อาการอื่นตามมา ลักษณะที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- คันหรือแสบร้อนบริเวณซอกนิ้วเท้า ฝ่าเท้า หรือข้างเท้า
- ผิวหนังแดง บวม หรือมีผื่นขึ้นเป็นหย่อม
- ผิวลอกเป็นขุย โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
- ผิวเปื่อยยุ่ย ดูขาวซีดจากการแช่น้ำนาน
- มีกลิ่นอับร่วมด้วยในบางราย
หากอาการรุนแรงขึ้น อาจมีแผลเปิด น้ำเหลืองไหล หรือปวดแสบมากขึ้น แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม
อาการคันเท้า ซอกนิ้วเปื่อย ผิวลอก แบบไหนคือน้ำกัดเท้า?
หลังจากการเดินลุยน้ำท่วมขังหรือต้องแช่เท้าในน้ำเป็นเวลานาน มักพบกับความผิดปกติบริเวณเท้า ทั้งอาการซอกนิ้วเปื่อย ผิวลอก หรือคันยิบๆ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นโรคน้ำกัดเท้าเสมอไป เพื่อให้สามารถประเมินตนเองและเลือกวิธีดูแลได้อย่างเหมาะสม สามารถแยกแยะความแตกต่างของอาการได้ดังนี้
1. ภาวะผิวเปื่อยจากน้ำ
เมื่อเท้าสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน ชั้นผิวด้านนอกจะดูดน้ำและเกิดภาวะผิวเปื่อย ทำให้ผิวดูซีดขาวและดูย่น หากมีการเสียดสีอาจทำให้ผิวชั้นนอกลอกหลุดออกมา มักเห็นชัดบริเวณซอกนิ้วเท้าที่มีความอับชื้น อาการลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่ได้มีเชื้อราเป็นสาเหตุโดยตรง เป็นเพียงผลจากความชื้น ไม่ใช่โรคน้ำกัดเท้า
- ลักษณะอาการ ซอกนิ้วเปื่อยและผิวลอก ผิวมีลักษณะนิ่ม ซีดหรือออกขาว ช่วงแรกอาจรู้สึกคัน แสบ หรือระคายเคือง และเมื่อผิวเริ่มแห้งอาจเกิดการลอกหรือแตก
- อาการคัน มักไม่มีอาการคัน ไม่มีตุ่มน้ำใส อาจรู้สึกระคายเคืองเล็กน้อย
- ข้อสังเกต เมื่อทำความสะอาดเท้าและเช็ดซับให้แห้งสนิท หากเกิดจากความชื้นเพียงอย่างเดียว ผิวอาจค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อดูแลให้แห้งและไม่แช่น้ำซ้ำ

2. โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot)
ผู้ที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม น้ำขัง ต้องสัมผัสกับน้ำอย่างต่อเนื่อง หรือพื้นที่ที่มีความชื้นสูง ผิวหนังจะเกิดอาการระคายเคือง เปื่อยยุ่ย และเริ่มมีอาการคัน อาการของโรคน้ำกัดเท้าแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
ผิวเปื่อยและระคายเคืองจากความชื้น
ช่วงเริ่มต้นของอาการอาจยังไม่เห็นแผลหรือการอักเสบ แต่จะเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวและความรู้สึกบริเวณเท้าได้
- ลักษณะอาการ ผิวเริ่มนิ่มหรือชื้นผิดปกติ อาจมีสีซีดหรือขาวขึ้น เท้าเปื่อย แดง แสบ และลอก บางรายอาจมีผื่นแดงคันขึ้นหลังเท้าร่วมด้วย
- อาการคัน มีอาการคันเล็กน้อยบริเวณซอกนิ้ว อาจมีอาการคันยิบๆ แสบ หรือระคายเคืองจากสารเคมีหรือสิ่งสกปรกในน้ำท่วมขัง
- ข้อสังเกต เริ่มมีอาการคัน แสบ หรือระคายเคือง แม้เท้าแห้งแล้วรอยแดงและอาการแสบก็ยังอยู่ ให้เริ่มจากล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด ซับให้แห้ง และหลีกเลี่ยงการแช่น้ำซ้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือคิดว่าจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาให้ตรงกับสาเหตุ ไม่ควรซื้อครีมสเตียรอยด์มาทาเองเมื่อยังไม่ทราบว่าเป็นผื่นชนิดใด
การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
เมื่อผิวหนังแช่น้ำนานๆ มักจะเปื่อยจนมีรอยฉีกขาดหรือบาดแผลเกิดขึ้น ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ปะปนอยู่ในน้ำสามารถเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ผ่านทางบาดแผล
- ลักษณะอาการ ผิวหนังบริเวณซอกนิ้วหรือรอยแตกจะบวมแดง แสบร้อน และอาจมีน้ำเหลืองหรือหนองไหลซึมออกมา พร้อมกับมีกลิ่นเหม็น
- อาการคัน มีอาการคันต่อเนื่องขึ้น รู้สึกปวดและแสบร้อนร่วมด้วย
- ข้อสังเกต ผู้ที่มีอาการควรดูแลเท้าให้สะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น มีไข้ หนาวสั่น เท้าบวมมาก หรือต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต ควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับยาปฏิชีวนะ
การติดเชื้อราที่เท้า
หากปล่อยให้เท้าชื้นแฉะต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายวัน มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา เนื่องจากผิวที่เปื่อยยุ่ยจะกลายเป็นช่องทางให้เชื้อรา (Dermatophytes) ที่เจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น แทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดโรค ซึ่งจะดูแลรักษาได้ยากขึ้นและมักกลับมาเป็นซ้ำ
- ลักษณะอาการ ผิวหนังบริเวณซอกนิ้วลอกเป็นขุย ผิวแตกบริเวณซอกนิ้ว มีรอยแดงอักเสบอย่างเห็นได้ชัด ผิวหนังแตกลึกเป็นร่อง บางรายอาจมีแผลตื้น ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก หรือมีน้ำเหลืองบริเวณซอกนิ้วหรือฝ่าเท้า และมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย
- อาการคัน คันเท้าและคันซอกนิ้วอย่างรุนแรง รู้สึกคันยิบๆ อย่างต่อเนื่องและรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณง่ามนิ้วเท้า
- ข้อสังเกต แม้จะล้างเท้าและเช็ดจนแห้งสนิทแล้ว แต่อาการคันและรอยผิวลอกแดงก็ยังคงอยู่ ซึ่งในระยะนี้จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาและรับการดูแลที่เหมาะสม

วิธีดูแลตัวเองหลังลุยน้ำท่วม
การดูแลความสะอาดของร่างกาย และสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคน้ำกัดเท้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ ดังนี้
- การสวมใส่รองเท้า หากต้องเดินผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ควรสวมรองเท้าบูทกันน้ำทุกครั้ง หลังใช้งานควรล้างทำความสะอาดและผึ่งด้านในให้แห้ง
- การเลือกถุงเท้า/รองเท้า ควรเลือกถุงเท้าและรองเท้าที่มีการระบายอากาศได้ดี สวมใส่สบาย แนะนำให้เปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและเปลี่ยนทุกครั้งที่ถุงเท้าเริ่มชื้น สำหรับรองเท้าควรมีรองเท้าใส่สลับคู่กัน เพื่อให้รองเท้าไม่เหม็นอับ และไม่ควรสวมใส่รองเท้าที่เปียกหรือชื้น
- การดูแลสุขอนามัยเท้า หลังสัมผัสน้ำสกปรกหรือเพิ่งลุยน้ำท่วม ควรรีบล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า นอกจากนี้ควรตัดเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรก
- การดูแลแผลบริเวณเท้า หากเท้ามีแผลจากของมีคมหรือเศษวัสดุในน้ำ ควรล้างแผลด้วยสบู่และน้ำเปล่า และดูแลแผลให้สะอาด เมื่อพบว่ามีแผลไม่ควรให้แผลโดนน้ำโดยเด็ดขาดเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
หากมีอาการของโรคน้ำกัดเท้าในระยะเริ่มต้น สามารถเข้าพบเภสัชกรเพื่อเลือกยาให้ตรงกับสาเหตุ ไม่ควรซื้อครีมสเตียรอยด์มาทาเอง แต่หากมีอาการที่เป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมิน
สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดใกล้เคียง หากมีอาการคันเท้าหลังลุยน้ำ ซอกนิ้วเท้าเปื่อย ผิวลอก มีแผลบวมแดง ปวด หรือมีน้ำเหลืองซึม หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ สามารถเข้ารับบริการ ตรวจรักษาโรคทั่วไปในพิจิตร ที่โรงพยาบาลศรีสุโข ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการตรวจรักษา ภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยให้ประเมินความผิดปกติได้ในเบื้องต้น และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
*ผลลัพธ์และอาการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
*บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่ถูกต้อง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: srisukho.co.th


