ไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เพียงแค่อาการหวัดธรรมดาที่พักผ่อนไม่กี่วันก็หาย แต่เป็นโรคติดเชื้อทางระบบหายใจที่อาจทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือในบางรายอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย การสร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขอนามัยที่คุ้มค่าและช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายได้ในระยะยาว
ทำความเข้าใจ ไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์คืออะไร
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการแพร่ระบาดส่วนใหญ่ประกอบด้วย 2 ตระกูลหลัก คือ สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมเชื้อที่มีโอกาสระบาดตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แก่
- สายพันธุ์ A (H1N1): เชื้อที่มักก่อให้เกิดการระบาดใหญ่
- สายพันธุ์ A (H3N2): สายพันธุ์ที่มักพบความรุนแรงในผู้สูงอายุ
- สายพันธุ์ B ตระกูล Victoria: เชื้อที่แพร่กระจายได้ง่ายในเด็ก
- สายพันธุ์ B ตระกูล Yamagata: เชื้อสายพันธุ์ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ครอบคลุมรอบด้าน

ทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี
หลายคนอาจสงสัยว่าหากเคยฉีดไปแล้วในปีที่ผ่านมา ทำไมปีนี้ยังต้องฉีดซ้ำ เหตุผลสำคัญสรุปไว้ให้แล้วที่นี่
1. เชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา
องค์กรอนามัยโลก (WHO) จะทำการเฝ้าระวังและคาดการณ์สายพันธุ์ที่มีแนวโน้มจะระบาดในแต่ละปี เพื่อปรับปรุงส่วนประกอบในวัคซีนให้ตรงกับเชื้อที่กำลังระบาดจริง การรับวัคซีนในปีที่แล้วอาจไม่สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดในปีนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2. ระดับภูมิคุ้มกันลดลงตามกาลเวลา
หลังจากได้รับวัคซีน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ระดับภูมิคุ้มกันนี้จะค่อยๆ ลดลงหลังจากผ่านไปประมาณ 6 ถึง 12 เดือน การฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นประจำทุกปีจึงเป็นการช่วยรักษาความพร้อมของร่างกายให้พร้อมสู้กับเชื้ออยู่เสมอ
3. ลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
เป้าหมายหลักของการฉีดวัคซีนไม่ใช่การป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่คือการช่วยลดระดับความรุนแรงของโรค หากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนเป็นพิเศษ
แม้ว่าวัคซีนจะสามารถฉีดได้ตั้งแต่ผู้ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากหากติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงกว่าปกติ คือ
- ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป)
- เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคไต
- ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การเข้ารับวัคซีนเป็นประจำทุกปี จะช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายไปสู่กลุ่มเปราะบาง และเสริมสร้างภูมิคุ้มของตัวเองได้อีกด้วย

ข้อควรปฏิบัติและการดูแลตนเองหลังรับวัคซีน
การเข้ารับบริการควรทำในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาลระบาด เช่น ช่วงก่อนเข้าฤดูฝน (ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม) หรือฤดูหนาว (ช่วงเดือนตุลาคม) เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างภูมิคุ้มกัน (ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีด)
อาการข้างเคียงที่อาจพบได้
- อาการปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด
- มีไข้ต่ำๆ หรือปวดเมื่อยตามตัว (มักหายได้เองภายใน 1-2 วัน)
- หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น ผื่นคันขึ้นทั่วตัว หายใจไม่สะดวก ควรพบแพทย์ทันที
ผลข้างเคียงหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนขึ้นอยู่เฉพาะบุคคล อาจมีอาการปวดหรือไข้ต่ำชั่วคราวหลังฉีด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง
โรงพยาบาลศรีสุโข ให้บริการโปรแกรมฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ราคา 900 บาท/เข็ม สามารถรับวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม แอดไลน์โรงพยาบาล: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: https//srisukho.co.th/



