เมื่อพูดถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม หลายคนมักได้ยินสองคำนี้บ่อยครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่าต่างกันอย่างไร และตัวเองควรตรวจแบบไหน บางคนตรวจแค่อย่างเดียวแล้วคิดว่าครอบคลุมแล้ว บางคนสับสนจนไม่ได้ตรวจเลย
ความจริงคือทั้งสองวิธีทำงานต่างกัน มีจุดแข็งและข้อจำกัดที่ต่างกัน และในหลายกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน
มะเร็งเต้านมในไทย ทำไมการตรวจคัดกรองจึงสำคัญ
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้หญิง ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมประมาณ 20,000 รายต่อปี
สิ่งที่ทำให้มะเร็งเต้านมน่ากลัวไม่ใช่แค่ความชุก แต่คือการที่ระยะแรกมักไม่มีอาการใด ๆ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกซึ่งมีโอกาสรักษาให้หายได้สูงกว่ามาก

อัลตราซาวนด์เต้านมคืออะไร
อัลตราซาวนด์เต้านม (Breast Ultrasound) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเนื้อเยื่อเต้านม แล้วรับสัญญาณสะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพบนหน้าจอ วิธีนี้ไม่ใช้รังสีใด ๆ ทั้งสิ้น
จุดแข็งของอัลตราซาวนด์เต้านม
- เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเต้านมที่มีเนื้อเยื่อหนาแน่นสูง ซึ่งพบบ่อยในผู้หญิงเอเชียและผู้หญิงอายุน้อย
- แยกแยะถุงน้ำ (Cyst) ออกจากก้อนเนื้อแข็ง (Solid Mass) ได้ดีมาก
- ไม่เจ็บปวดระหว่างตรวจ ไม่มีการบีบอัดเต้านม
- ไม่มีรังสี ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
- เหมาะสำหรับตรวจติดตามก้อนที่พบแล้วว่าเป็นถุงน้ำ
- ใช้นำทางในการเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจวินิจฉัยได้
ข้อจำกัดของอัลตราซาวนด์เต้านม
- ตรวจพบหินปูน (Microcalcification) ได้ยากหรือไม่ได้เลย ซึ่งหินปูนบางชนิดเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกของมะเร็งเต้านม
- ความแม่นยำขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ของผู้ตรวจมากกว่าแมมโมแกรม
- ครอบคลุมพื้นที่ได้น้อยกว่าในการตรวจคัดกรองทั่วไป มักตรวจเป็นจุด ๆ มากกว่าภาพรวมของเต้านมทั้งหมด

แมมโมแกรมคืออะไร
แมมโมแกรม (Mammogram) คือการถ่ายภาพรังสีเต้านมโดยเฉพาะ ใช้รังสีเอกซ์ปริมาณต่ำในการสร้างภาพโครงสร้างภายในเต้านม ระหว่างตรวจจะมีการบีบอัดเต้านมเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนและลดปริมาณรังสีที่ใช้
จุดแข็งของแมมโมแกรม
- ตรวจพบหินปูนขนาดเล็กในเต้านมได้ดีมาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกของมะเร็งก่อนที่จะคลำพบก้อน
- ให้ภาพรวมของเต้านมทั้งหมดในการตรวจครั้งเดียว
- มีมาตรฐานการแปลผลที่ชัดเจน ใช้ระบบ BI-RADS ที่เป็นที่ยอมรับสากล
- มีข้อมูลงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพในการลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมในระยะยาว
- ภาพที่บันทึกไว้สามารถนำมาเปรียบเทียบกับการตรวจครั้งก่อนเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงได้
ข้อจำกัดของแมมโมแกรม
- ประสิทธิภาพลดลงในเต้านมที่มีเนื้อเยื่อหนาแน่นสูง เพราะเนื้อเยื่อหนาแน่นและก้อนมะเร็งจะมีสีขาวเหมือนกันในภาพรังสี ทำให้ตรวจพบได้ยากขึ้น
- มีความเจ็บปวดระหว่างตรวจจากการบีบอัดเต้านม แม้จะเป็นเพียงชั่วคราว
- ใช้รังสีเอกซ์ แม้ปริมาณจะต่ำมากและถือว่าปลอดภัย แต่ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์
- อาจพบผลบวกปลอม (False Positive) ที่ทำให้ต้องตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น
เปรียบเทียบทั้งสองวิธีแบบเข้าใจง่าย
| ข้อเปรียบเทียบ / วิธีการ | อัลตราซาวนด์ | แมมโมแกรม |
| วิธีตรวจ | ใช้คลื่นเสียง ไม่มีรังสี | ใช้รังสีเอกซ์ปริมาณต่ำ |
| ความเจ็บปวด | ไม่มีการบีบอัดเต้านมขณะตรวจ | มีความไม่สบายตัว จากการบีบอัดชั่วคราว |
| จุดเด่น | เด่นในเต้านมหนาแน่น แยกถุงน้ำจากก้อนเนื้อแข็งได้ดี | เด่นในการตรวจพบหินปูนและให้ภาพรวมทั้งเต้านม |
| ข้อจำกัด | ตรวจพบหินปูนได้ยาก | ประสิทธิภาพลดลงในเต้านมหนาแน่น |
| ความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์ | ไม่มีรังสีสะสม | ไม่แนะนำ |
| กลุ่มที่เหมาะ | เหมาะกับผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปี เต้านมหนาแน่น และการตรวจติดตาม | เหมาะกับอายุ 40 ปีขึ้นไปและการคัดกรองประจำปี |
*การตรวจรักษาหรือทำหัตถการมีความเสี่ยงของการไม่ได้ผลลัพธ์ หรืออาจเกิดอันตรายและเกิดผลข้างเคียงได้ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ
ควรเลือกแบบไหน ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
อายุและความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านม
ผู้หญิงเอเชียโดยเฉลี่ยมีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่นกว่าผู้หญิงตะวันตก และความหนาแน่นของเนื้อเยื่อมักลดลงตามอายุ
- อายุต่ำกว่า 35–40 ปี เนื้อเยื่อเต้านมมักหนาแน่นสูง อัลตราซาวนด์มักให้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากกว่า
- อายุ 40 ปีขึ้นไป แมมโมแกรมเป็นการตรวจคัดกรองมาตรฐานที่องค์กรทางการแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ
มีก้อนหรืออาการผิดปกติ
หากคลำพบก้อนหรือมีอาการผิดปกติ เช่น เต้านมบวม ผิวหนังเปลี่ยนแปลง หรือมีของเหลวไหลจากหัวนม อัลตราซาวนด์มักเป็นขั้นตอนแรกที่แพทย์สั่งเพื่อประเมินลักษณะของก้อน
ประวัติครอบครัว
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม อาจจำเป็นต้องตรวจทั้งสองวิธีร่วมกัน หรือพิจารณาการตรวจ MRI เต้านมเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์

คำแนะนำการตรวจตามช่วงอายุ
อายุต่ำกว่า 35 ปี
ไม่มีคำแนะนำให้ตรวจคัดกรองเป็นประจำในกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ควรตรวจทันทีหากคลำพบก้อนหรือมีอาการผิดปกติ โดยทั่วไปแพทย์มักเริ่มด้วยอัลตราซาวนด์ก่อน
อายุ 35–40 ปี
ในกลุ่มนี้อาจพิจารณาเริ่มตรวจคัดกรองร่วมกับอัลตราซาวนด์ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะสม
อายุ 40 ปีขึ้นไป
แนวทางปฏิบัติของ American Cancer Society และองค์กรทางการแพทย์หลายแห่งแนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 2 ปี โดยอาจใช้อัลตราซาวนด์เสริมในรายที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ผู้ที่มีประวัติครอบครัว หรือตรวจพบยีน BRCA1/BRCA2 อาจจำเป็นต้องตรวจบ่อยกว่าปกติและใช้วิธีตรวจหลายอย่างร่วมกัน ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์โดยตรง
กรณีที่ควรใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน
ในหลายสถานการณ์ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจทั้งสองวิธีร่วมกัน เพราะแต่ละวิธีช่วยเติมเต็มข้อจำกัดของอีกวิธีหนึ่ง
- ผู้ที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่นสูงและตรวจแมมโมแกรมแล้วได้ผลไม่ชัดเจน
- ผู้ที่ตรวจแมมโมแกรมแล้วพบความผิดปกติบางอย่างที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
- ผู้ที่คลำพบก้อนแต่แมมโมแกรมยังไม่แสดงความผิดปกติ
- ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและอยู่ในโปรแกรมติดตามอย่างใกล้ชิด
อัลตราซาวนด์เต้านมและแมมโมแกรมไม่ได้แข่งกัน แต่ทำงานเสริมกัน อัลตราซาวนด์เหมาะกับผู้หญิงอายุน้อยที่มีเนื้อเยื่อหนาแน่น และใช้ประเมินก้อนที่คลำพบ ส่วนแมมโมแกรมเหมาะสำหรับการคัดกรองประจำปีในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป และตรวจพบหินปูนระยะแรกได้ดีกว่า
การเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ ความหนาแน่นของเนื้อเยื่อ ปัจจัยเสี่ยง และอาการที่มี การปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่ตรงกับสุขภาพและความเสี่ยงของแต่ละคนเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะการตรวจพบเร็วยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพื่อโอกาสในการวางแผนดูแลและรักษาได้อย่างทันท่วงที
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ LINE Official: @Srisukho
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
- ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
- เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
- สายด่วน: 063 339 3654
- LINE Official: @Srisukho
- เว็บไซต์: srisukho.co.th



