ช่วงฤดูฝนหรือหลังน้ำท่วม หลายคนเริ่มได้ยินชื่อ “โรคไข้ดิน” บ่อยขึ้น บางคนเป็นห่วง บางคนยังไม่แน่ใจว่าโรคนี้อันตรายแค่ไหน? ติดง่ายหรือเปล่า? หรือถ้าติดแล้วจะรักษาหายได้ไหม? ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนเลยว่า “โรคไข้ดิน” คืออะไร?

โรคไข้ดิน คืออะไร?
โรคไข้ดิน หรือที่รู้จักในชื่อทางการแพทย์ว่า เมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Burkholderia pseudomallei ซึ่งอาศัยอยู่ในดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนชื้น
เชื้อชนิดนี้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูงมาก สามารถอยู่รอดในดินได้นานหลายปี และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเชื้อควบคุม (Tier 1 Select Agent) โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC)
ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้ทุกภูมิภาค แต่มีรายงานผู้ป่วยสูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ดินและน้ำเฉอะแฉะ เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 1 มกราคมถึง 16 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศ 732 ราย และเสียชีวิต 23 ราย
โรคไข้ดินติดต่อทางไหนได้บ้าง
เชื้อ Burkholderia pseudomallei เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก
1. ทางผิวหนัง
ช่องทางที่พบบ่อยที่สุด เกิดเมื่อผิวหนังที่มีบาดแผล รอยขีดข่วน หรือแม้แต่รอยแตกเล็กน้อยสัมผัสกับดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโดยตรง เกษตรกรและผู้ที่ต้องลุยน้ำลุยโคลนเป็นกลุ่มที่เสี่ยงสูงที่สุดในช่องทางนี้
2. ทางการหายใจ
การสูดดมฝุ่นดินที่มีเชื้อปะปน หรืออยู่ท่ามกลางสายฝนในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อน สามารถทำให้เชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ นักจุลชีววิทยาและบุคลากรที่ทำงานในห้องปฏิบัติการก็มีความเสี่ยงจากการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ
3. ทางการรับประทาน
การดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการต้มสุก ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝน น้ำบ่อ น้ำบาดาล หรือน้ำประปาที่ระบบกรองไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนดิน สามารถนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน
โรคไข้ดินติดต่อยังไง?
โรคไข้ดินไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงผ่านการสัมผัสทั่วไป แต่ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดและสัมผัสสารคัดหลั่งมีโอกาสติดเชื้อได้ สัตว์เลี้ยงอย่างวัวและควายก็สามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้ และผู้ที่ดูแลสัตว์เหล่านี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

โรคไข้ดินมีอาการยังไง?
หนึ่งในเหตุผลที่โรคนี้อันตราย คือ อาการมีความหลากหลายสูงมาก และมักคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่น เช่น วัณโรค ปอดบวม ไข้ไทฟอยด์ หรือมาลาเรีย จนได้รับสมญาว่า “นักพรางตัว” ระยะฟักตัวของเชื้อไม่แน่นอน ตั้งแต่ 2 วันไปจนถึงนานเป็นปี บางรายเคยมีรายงานว่าเริ่มแสดงอาการหลังติดเชื้อนานถึง 25 ปี
อาการแบ่งตามรูปแบบการติดเชื้อได้ดังนี้
อาการทั่วไปที่พบบ่อย
- ไข้สูง หนาวสั่น
- ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย
- อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก
อาการที่ระบบทางเดินหายใจ
เมื่อเชื้อเข้าสู่ปอด จะพบ ไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย บางรายไอเป็นเลือด หรือปอดบวมรุนแรง อาการในกลุ่มนี้มักทำให้วินิจฉัยผิดว่าเป็นวัณโรค
อาการที่ผิวหนัง
มีตุ่ม แผลพุพอง หรือฝีที่มีหนองบริเวณที่สัมผัสดินหรือน้ำ แผลมักไม่หายเองและมีแนวโน้มลุกลาม
อาการที่อวัยวะภายใน
พบฝีในตับ ม้าม ไต หรือต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบเป็นฝีพบในเด็กประมาณ 33% ของผู้ป่วยโรคนี้
อาการรุนแรง ติดเชื้อในกระแสเลือด
รูปแบบที่อันตราย เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นเร็ว เกิดภาวะช็อก และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 24–48 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาทันที อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มนี้สูงถึง 40–60%

ใครมีโอกาสเสี่ยงติดโรคไข้ดิน
แม้ทุกคนมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้ แต่กลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงเจ็บป่วยรุนแรงกว่าคนทั่วไปมาก
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน – พบเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ
- ผู้ป่วยโรคไตและผู้ที่ล้างไตสม่ำเสมอ
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
- ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง
- ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ระยะยาว
- เกษตรกรและผู้ที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ
วินิจฉัยโรคไข้ดินได้ยังไง?
เนื่องจากอาการไม่จำเพาะ การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
- การเพาะเชื้อ จากเลือด เสมหะ หนอง หรือปัสสาวะ ถือเป็นมาตรฐานการวินิจฉัย
- การตรวจเลือดหาภูมิต้านทาน (Serology) ช่วยในการวินิจฉัยได้บางกรณี แต่มีความแม่นยำน้อยกว่าการเพาะเชื้อ
- การตรวจภาพทางรังสีวิทยา เช่น เอ็กซเรย์ปอด หรือ CT scan เพื่อค้นหาฝีหนองในอวัยวะต่างๆ
แพทย์จะนึกถึงโรคนี้เป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีไข้เรื้อรัง มีโพรงในปอด หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่โรคชุกชุม
โรคไข้ดินรักษาได้ไหม?
รักษาได้ หากวินิจฉัยถูกต้องและเริ่มรักษาเร็วพอ แนวทางการรักษาแบ่งเป็น 2 ระยะ
ระยะเข้มข้น (Intensive Phase)
ใช้ยาปฏิชีวนะฉีดเข้าหลอดเลือด ได้แก่ ยา Ceftazidime หรือ Imipenem อย่างน้อย 10–14 วัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค
ระยะต่อเนื่อง (Eradication Phase)
รับประทานยา Trimethoprim-Sulfamethoxazole (TMP-SMX) ต่อเนื่อง โดยทั่วไปนาน 12–20 สัปดาห์ บางรายอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน
สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะเชื้อมีความดื้อยาค่อนข้างสูง และหากหยุดยาเองอาจทำให้เชื้อกลับมาลุกลามได้
สัญญาณที่ควรพบแพทย์ทันที
หลังสัมผัสดิน น้ำ หรือลุยน้ำท่วม หากมีอาการต่อไปนี้ควรพบแพทย์โดยเร็ว
- ไข้สูงติดต่อกันมากกว่า 3 วัน โดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีฝีหรือแผลพุพองบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เคยสัมผัสดินหรือน้ำ
- ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก
- อ่อนเพลียมาก น้ำหนักลด โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นเร็ว หรือมีอาการซึมลง – ต้องรีบไปห้องฉุกเฉินทันที
วิธีป้องกันโรคไข้ดิน
ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดสิสในปัจจุบัน การป้องกันจึงต้องอาศัยพฤติกรรม
- สวมรองเท้าบูทและถุงมือทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสดินหรือน้ำ โดยเฉพาะหากมีบาดแผลที่มือหรือเท้า
- ล้างมือและร่างกายด้วยสบู่ทันทีหลังสัมผัสดินหรือน้ำ
- หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง
- ดื่มน้ำต้มสุกเท่านั้น หลีกเลี่ยงน้ำฝน น้ำบ่อ หรือน้ำบาดาลที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
- รับประทานอาหารปรุงสุก หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนดิน
- หากมีบาดแผล ทำความสะอาดและปิดแผลทันที ไม่ใส่ดินหรือสมุนไพรใดๆ ลงบนแผล
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
- หลีกเลี่ยงการออกกลางสายฝนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม
โรคไข้ดินหรือเมลิออยโดสิสเป็นโรคที่รักษาได้ หากวินิจฉัยถูกและรักษาเร็ว แต่ความอันตรายอยู่ตรงที่อาการไม่จำเพาะและฟักตัวได้นาน ทำให้หลายรายได้รับการวินิจฉัยช้า กลุ่มที่ต้องระวังมากคือผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำในชีวิตประจำวัน
หากมีอาการไข้สูงเรื้อรัง มีฝีหรือแผลที่ผิวหนัง หรือมีอาการทางปอดหลังสัมผัสดินหรือน้ำ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพราะเวลาคือปัจจัยสำคัญในการรักษาโรคนี้
โรงพยาบาลศรีสุโข พิจิตร
ที่อยู่: 22/29 ถนนสระหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 6600
เบอร์โทรศัพท์: 056 612 377
สายด่วน: 063 339 3654
LINE Official: @Srisukho
เว็บไซต์: srisukho.co.th



